Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - guupost

Pages: [1] 2 3
1


ตรวจวิตามินจำเป็นไหม? ทำไมต้องตรวจ? ตรวจได้ที่ไหนบ้าง?
“โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต” นับเป็นสารอาหารหลักที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่สารอาหารสำคัญอีกชนิดที่ร่างกายเราน้นจะขาดไม่ได้คือ "วิตามิน" ซึ่งมีส่วนช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างปกติ หากร่างกายเราขาดวิตามินบางชนิดอาจทำให้เกิดความผิดปกติ แถมยังส่งผลต่อผิวพรรณ และทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยได้อีกด้วย

ด้วยความสำคัญของวิตามิน หลาย ๆ คนจึงเลือกซื้อวิตามินมารับประทานเสริม เพื่อชะลอวัย ชะลอโรค หรือบำรุงสุขภาพด้วยตัวเอง ซึ่งปัจจุบันมีวิตามินขายมากมายหลากหลายยี่ห้อ แต่ปัญหาสำคัญคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ร่างกายของเรากำลังขาดวิตามิน หรือแร่ธาตุชนิดใดบ้าง เนื่องจากวิตามินบางชนิดหากเราได้รับมากเกินไปก็อาจสะสมในร่างกายทำให้เกิดอันตรายตามมาได้

การตรวจระดับวิตามินในร่างกายจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้รู้ว่า วิตามินในร่างกายอยู่ในภาวะสมดุลหรือเปล่า เพื่อที่จะได้เสริมวิตามินนั้นๆ ได้อย่างตรงจุด

ประเภทของวิตามิน
วิตามินแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
1.วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามินบี1 บี2 บี3 บี5 บี6 บี7 บี9 บี12 และวิตามินซี กลุ่มนี้จะอยู่ในร่างกายประมาณ 2-4 ชั่วโมง ส่วนที่เหลือจากการใช้งานจะถูกขับออกทางปัสสาวะ โอกาสที่จะสะสมในร่างกายจึงมีน้อย ไม่ค่อยก่อผลข้างเคียง

2.วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ ดี อี และเค ซึ่งละลายในไขมัน หรือน้ำมันเท่านั้นเพื่อดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ไม่สามารถขับออกมาทางปัสสาวะได้ หากได้รับมากเกินไปจะเก็บสะสมไว้ในร่างกาย

ทำไมจึงควร ตรวจวิตามิน
เนื่องจากคนส่วนมากมักซื้อวิตามินจากร้านสะดวกซื้อและร้านขายยาทั่วไปมารับประทานเอง โดยไม่ทราบว่า ร่างกายของเราขาดวิตามินชนิดนั้นๆ จริงหรือเปล่า แต่ซื้อเพราะเข้าใจว่า ยิ่งรับประทานมากก็ยิ่งได้รับสรรพคุณที่ระบุไว้มากตามไปด้วย

แต่จริงๆ แล้วร่างกายของเราสามารถดูดซึมวิตามินในปริมาณที่จำกัด วิตามินส่วนที่เหลือจากการใช้งานจะถูกขับออกทางปัสสาวะ การรับประทานมากเกินไปจึงไม่มีผลใดๆ กับร่างกาย ยิ่งไปกว่านั้นวิตามินบางชนิด หากร่างกายนำไปใช้ไม่หมดจะสะสมไว้ในร่างกายจนอาจเป็นอันตรายได้

การตรวจวิตามินในร่างกายจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้รู้ว่า ร่างกายขาดวิตามินชนิดใดก่อนจะเลือกซื้อเลือกหามาบริโภค เพื่อประโยชน์ต่อร่างกายสูงสุดและเพื่อปรับวิธีการใช้ชีวิต หรือการกินอาหารในแต่ละมื้อให้ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่อายุ 30 ปีขึ้นไป เนื่องจากเป็นวัยที่มักจะอยู่กับความเครียดและมีโอกาสรับสารอาหารที่มีประโยชน์น้อยลง

วิตามินที่สำคัญต่อร่างกายมีอะไรบ้าง ตามมาดูต่อกันที่
เว็บไซต์ : https://www.honestdocs.co/vitamin-check

2


การฟอกสีฟันด้วยการใช้แสงเลเซอร์ดีกว่าการใช้แสง Cool light อย่างไร? ปลอดภัยหรือไม่? ราคาเท่าไหร่ มาดูกัน!
การฟอกสีฟันเป็นวิธีแก้ปัญหาฟันเหลืองและฟันหมองที่ได้ผลดีและรวดเร็วที่สุด ปัจจุบันมีหลายวิธีให้เลือกทั้งการฟอกสีฟันที่คลินิกโดยทันตแพทย์และการฟอกสีฟันเองที่บ้าน แต่ละวิธีก็มีข้อดี-ข้อด้อยต่างกันไป

วันนี้เราจะมาแนะนำการ ฟอกสีฟันเลเซอร์ ซึ่งเป็นวิธีที่ต้องทำโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในคลินิกทันตกรรม เพื่อให้ผู้ที่สนใจจะฟอกสีฟันนำไปเปรียบเทียบ และตกลงใจเพื่อเลือกวิธีที่เหมาะกับตัวเองที่สุดกัน

การฟอกสีฟันแบบเลเซอร์คืออะไร?
การฟอกสีฟันแบบเลเซอร์คือ เทคโนโลยีที่ใช้ลำแสงเลเซอร์ อาทิเช่น Diode laser ซึ่งเป็นแสงที่มีความยาวคลื่นเฉพาะและมีความร้อนต่ำมาก มากระตุ้นประสิทธิภาพของน้ำยาฟอกสีฟันให้ทำงานได้ดีขึ้น ปรกติน้ำยาฟอกสีฟันซึ่งมีส่วนผสมของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogenperoxide) จะเข้าทำปฏิกิริยากับเม็ดสีบนเนื้อฟันให้เม็ดสีเกิดการแตกตัวออกและปรับสีฟันให้ดูขาวสว่างขึ้น แต่การใช้แสงเลเซอร์จะช่วยให้น้ำยาฟอกสีฟันแทรกซึมเข้าไปในผิวฟันและขจัดคราบ หรือเม็ดสีบนผิวฟันได้อย่างเร็ว ทำให้ฟันขาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในการฟอกสีฟันเพียงครั้งเดียว

ขั้นตอนในการฟอกสีฟันแบบเลเซอร์
- การฟอกสีฟันแบบเลเซอร์ต้องทำที่คลินิกทันตกรรม โดยเริ่มแรกทันตแพทย์จะทำการตรวจช่องปาก หากพบว่า มีฟันผุจะต้องอุดฟันนั้น ๆให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นจึงขูดหินปูนและทำความสะอาดช่องปาก ก่อนจะเริ่มฟอกสีฟัน
- ทันตแพทย์จะใส่ยางป้องกันช่องปาก สำหรับกั้นริมฝีปาก ลิ้น และกระพุ้งแก้มออกจากฟัน รวมถึงใส่เจลป้องกันเหงือกให้คนไข้ เพื่อให้น้ำยาฟอกสีฟันสัมผัสกับผิวฟันด้านนอกเท่านั้น ไม่ไปโดนเนื้อเยื่อส่วนอื่นของช่องปาก
- ทาน้ำยาฟอกสีฟันลงไปที่ฟัน โดยเน้นบริเวณผิวฟันด้านหน้าที่มองเห็นได้ชัดเวลายิ้ม หรือยิงฟัน
- ต่อจากนั้นจะทำการฉายแสงเลเซอร์ลงบนผิวฟัน ระหว่างนี้ทันตแพทย์จะให้คนไข้สวมแว่นตาป้องกันแสงเอาไว้ด้วย โดยจะฉายแสงเลเซอร์ซ้ำทุกๆ 15 วินาที จำนวนครั้งที่ฉายแสงนั้นก็ขึ้นอยู่กับสีฟันเริ่มแรกและสภาพฟันของแต่ละคน
- เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการฟอกสีฟันแล้ว ทันตแพทย์จะล้างน้ำยาฟอกสีฟันออก นำเจลป้องกันเหงือกออกจากปากให้ และทำความสะอาดฟัน แค่นี้ท่านก็จะได้ฟันที่ขาวสว่างขึ้นทันทีโดยใช้เวลาฟอกสีฟันเพียง 45 – 60 นาทีเท่านั้น

หลังการฟอกสีฟันในช่วงสัปดาห์แรก ให้งดสูบบุหรี่ งดดื่มชา กาแฟ ไวน์ น้ำอัดลม งดทานอาหารที่มีสี ดังเช่น เย็นตาโฟ และซอสต่างๆ เพราะจะทำให้สีฟันเข้มขึ้นได้ หรือมีคราบสะสม รวมทั้งควรใช้หลอดในการดื่มเครื่องดื่ม ไม่ควรดื่มจากแก้วโดยตรง

การฟอกสีฟันเลเซอร์ปลอดภัยแค่ไหน? หาคำตอบได้ที่ Website : https://www.honestdocs.co/what-are-the-benefits-of-laser-teeth-whitening

3


ตรวจวิตามินจำเป็นหรือเปล่า? ทำไมต้องตรวจ? ตรวจได้ที่ไหนบ้าง?
“โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต” จัดเป็นสารอาหารหลักที่จำเป็นต่อร่างกายของเรา แต่สารอาหารสำคัญอีกชนิดที่ร่างกายขาดไม่ได้คือ "วิตามิน" ซึ่งมีส่วนช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างปกติ หากร่างกายเราขาดวิตามินบางชนิดอาจทำให้เกิดความผิดปกติ แถมยังส่งผลต่อผิวพรรณ และทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยได้อีกด้วย

ด้วยความสำคัญของวิตามิน หลาย ๆ คนจึงเลือกซื้อวิตามินมารับประทานเสริม เพื่อชะลอวัย ชะลอโรค หรือบำรุงสุขภาพด้วยตนเอง ซึ่งปัจจุบันมีวิตามินขายมากมายหลายแบรนด์ แต่ปัญหาสำคัญคือ เราจะทราบได้อย่างไรว่า ร่างกายของเรากำลังขาดวิตามิน หรือแร่ธาตุชนิดใดบ้าง เนื่องจากวิตามินบางชนิดหากเราได้รับมากเกินไปก็อาจสะสมในร่างกายทำให้เกิดอันตรายตามมาได้

การตรวจระดับวิตามินในร่างกายจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้รู้ว่า วิตามินในร่างกายอยู่ในภาวะสมดุลหรือไม่ เพื่อที่จะได้เสริมวิตามินนั้นๆ ได้อย่างตรงจุด

ประเภทของวิตามิน
วิตามินแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
1.วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามินบี1 บี2 บี3 บี5 บี6 บี7 บี9 บี12 และวิตามินซี กลุ่มนี้จะอยู่ในร่างกายประมาณ 2-4 ชั่วโมง ส่วนที่เหลือจากการใช้งานจะถูกขับออกทางปัสสาวะ โอกาสที่จะสะสมในร่างกายจึงมีน้อย ไม่ค่อยก่อผลข้างเคียง

2.วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ ดี อี และเค ซึ่งละลายในไขมัน หรือน้ำมันเท่านั้นเพื่อดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ไม่สามารถขับออกมาทางปัสสาวะได้ หากได้รับมากเกินไปจะเก็บสะสมไว้ในร่างกาย

ทำไมจึงควร ตรวจวิตามิน
เพราะคนโดยมากมักหาซื้อวิตามินจากร้านสะดวกซื้อและร้านขายยาทั่วไปมารับประทานเอง โดยไม่ทราบว่า ร่างกายของเราขาดวิตามินชนิดนั้นๆ จริงหรือเปล่า แต่ซื้อเพราะเข้าใจว่า ยิ่งรับประทานมากก็ยิ่งได้รับสรรพคุณที่ระบุไว้มากตามไปด้วย

ที่จริงแล้วร่างกายของเราสามารถดูดซึมวิตามินในปริมาณที่จำกัด วิตามินส่วนที่เหลือจากการใช้งานจะถูกขับออกทางปัสสาวะ การกินมากเกินไปจึงไม่มีผลใดๆ กับร่างกาย ยิ่งไปกว่านั้นวิตามินบางประเภท หากร่างกายนำไปใช้ไม่หมดจะสะสมไว้ในร่างกายจนอาจเป็นอันตรายได้

การตรวจวิตามินในร่างกายจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้ทราบว่า ร่างกายของเราขาดวิตามินชนิดใดก่อนจะเลือกซื้อเลือกหามาบริโภค เพื่อประโยชน์ต่อร่างกายสูงสุดและเพื่อปรับวิธีการใช้ชีวิต หรือการทานอาหารในแต่ละมื้อให้ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนที่อายุ 30 ปีขึ้นไป เนื่องจากเป็นวัยที่มักจะอยู่กับความเครียดและมีโอกาสรับสารอาหารที่มีประโยชน์น้อยลง

วิตามินที่สำคัญต่อร่างกายมีอะไรบ้าง เข้ามาอ่านต่อกันที่
Website : https://www.honestdocs.co/vitamin-check

4


การฟอกสีฟันด้วยการใช้แสงเลเซอร์ดีกว่าการใช้แสง Cool light อย่างไร? ปลอดภัยหรือไม่? ราคาเท่าไหร่ ตามเข้ามาดูกัน!
การฟอกสีฟันเป็นวิธีแก้ปัญหาฟันเหลืองและฟันหมองที่ได้ผลดีและรวดเร็วที่สุด ปัจจุบันมีหลากหลายวิธีให้เลือกทั้งการฟอกสีฟันที่คลินิกโดยทันตแพทย์และการฟอกสีฟันเองที่บ้าน แต่ละวิธีก็มีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกันไป

วันนี้เราจะมาแนะนำการ ฟอกสีฟันเลเซอร์ ซึ่งเป็นวิธีที่ต้องทำโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในคลินิกทันตกรรมเท่านั้น เพื่อให้ผู้ที่สนใจจะฟอกสีฟันนำไปเปรียบเทียบ และตัดสินใจเพื่อเลือกวิธีที่เหมาะกับตัวเองที่สุดกัน

การฟอกสีฟันแบบเลเซอร์คืออะไร?
การฟอกสีฟันแบบเลเซอร์คือ เทคโนโลยีที่ใช้ลำแสงเลเซอร์ อาทิเช่น Diode laser ซึ่งเป็นแสงที่มีความยาวคลื่นเฉพาะและมีความร้อนต่ำมาก มากระตุ้นประสิทธิภาพของน้ำยาฟอกสีฟันให้ทำงานได้ดีขึ้น ทั่วๆ ไปน้ำยาฟอกสีฟันซึ่งมีส่วนผสมของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogenperoxide) จะเข้าทำปฏิกิริยากับเม็ดสีบนเนื้อฟันให้เม็ดสีเกิดการแตกตัวออกและปรับสีฟันให้ดูขาวสว่างขึ้น แต่การใช้แสงเลเซอร์จะช่วยให้น้ำยาฟอกสีฟันแทรกซึมเข้าไปในผิวฟันและขจัดคราบ หรือเม็ดสีบนผิวฟันได้อย่างเร็ว ทำให้ฟันขาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในการฟอกสีฟันเพียงครั้งเดียว

ขั้นตอนของการฟอกสีฟันแบบเลเซอร์
- การฟอกสีฟันแบบเลเซอร์ต้องทำที่คลินิกทันตกรรม โดยเริ่มแรกทันตแพทย์จะทำการตรวจช่องปาก หากพบว่า มีฟันผุจะต้องอุดฟันที่ผุให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นจึงขูดหินปูนและทำความสะอาดช่องปาก ก่อนจะเริ่มฟอกสีฟัน
- ทันตแพทย์จะใส่ยางป้องกันช่องปาก สำหรับกั้นริมฝีปาก ลิ้น และกระพุ้งแก้มออกจากฟัน รวมถึงใส่เจลป้องกันเหงือกให้คนไข้ เพื่อให้น้ำยาฟอกสีฟันสัมผัสกับผิวฟันด้านนอกเท่านั้น ไม่ไปโดนเนื้อเยื่อส่วนอื่นของช่องปาก
- ทาน้ำยาฟอกสีฟันลงไปที่ฟัน โดยเน้นบริเวณผิวฟันด้านหน้าที่มองเห็นได้ชัดเวลายิ้ม หรือยิงฟัน
- หลังจากนั้นจะทำการฉายแสงเลเซอร์ลงบนผิวฟัน ระหว่างนี้ทันตแพทย์จะให้คนไข้สวมแว่นตาป้องกันแสงเอาไว้ด้วย โดยจะฉายแสงเลเซอร์ซ้ำทุกๆ 15 วินาที จำนวนครั้งที่ฉายแสงนั้นก็ขึ้นอยู่กับสีฟันเริ่มแรกและสภาพฟันของแต่ละคน
- เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการฟอกสีฟันแล้ว ทันตแพทย์จะล้างน้ำยาฟอกสีฟันออก นำเจลป้องกันเหงือกออกจากปากให้ และทำความสะอาดฟัน แค่นี้คุณ ๆก็จะได้ฟันที่ขาวสว่างขึ้นทันทีโดยใช้เวลาฟอกสีฟันเพียง 45 – 60 นาทีเท่านั้น

หลังการฟอกสีฟันในช่วงสัปดาห์แรก ให้งดสูบบุหรี่ งดดื่มชา กาแฟ ไวน์ น้ำอัดลม งดกินอาหารที่มีสี ดังเช่น เย็นตาโฟ และซอสต่างๆ เพราะจะทำให้สีฟันเข้มขึ้นได้ หรือมีคราบสะสม รวมทั้งควรใช้หลอดในการดื่มเครื่องดื่ม ไม่ควรดื่มจากแก้วโดยตรง

การฟอกสีฟันเลเซอร์ปลอดภัยแค่ไหน? หาคำตอบได้ที่ Website : https://www.honestdocs.co/what-are-the-benefits-of-laser-teeth-whitening

5


ร้าน พหลบาร์ เปิดใหม่ ประเดิมคอนเสิร์ต เดอะริชแมนทอย บรรยากาศคึกคัก ลูกค้าแน่นร้าน
ร้าน พหลบาร์ เป็นร้านเปิดใหม่แนว Bar Robot Entertainment เพื่อเอาใจคนวัยกลางคืน สำหรับการพักผ่อน หลังเลิกงาน บรรยากาศแปลกใหม่ ที่หายาก มีหุ่นยนต์ หลากหลายชนิด ที่ผ่านกระบวนการคิด กระบวนการทำ ฝีมือขั้นเทพ อย่างงานศิลป์ระบบสากล ราคาหลักแสน หลักล้าน อยู่ตามจุดต่างๆ เพื่อให้ได้ถ่ายรูป ได้ชื่นชม กันอย่างใกล้ชิด เหมือนเป็น แคลลอรี่ โชว์งานศิลป์ชั้นเลิศ พร้อมนั่ง ดื่ม..ฟังเพลงสะบายสะบาย ช่วงหัวค่ำ ในโซนopenหน้าหน้าร้าน พอหลังสี่ทุ่ม ในส่วนห้องแอร์ขนาดใหญ่ มีวงเล่นเพลงมันส์ๆ นั่งกันไม่ติดเก้าอี้กันเลยทีเดียว













ร้าน พหลบาร์ เป็นร้านเปิดใหม่ จัดคอนเสิร์ตครั้งแรก  ประเดิมด้วย วง เดอะริชแมนทอย  เอาใจเด็กแนว ถือว่าประสบความสำเร็จ มีลูกค้าแน่นร้าน  ก่อนคอนเสิร์ตจะเริ่มประเดิมด้วย วงดนตรีมืออาชีพ ต่อด้วยเล่นเกม แจกรางวัลจากสาวๆสวยๆลีโอ  และDJและMC เปิดเพลงมันส์ๆ แด๊นซ์อุ่นเครื่องก่อน  วงเดอะริชแมนทอย  มากันครบวงจัดเต็ม เล่นประมาณ 1ชั่วโมงครึ่ง  เช่น เพลงลำนำ  ,อ๊อดอ๊อด ,สาวรำวง, แฟนฉัน , CIM ,ธิดา  ,หมากเกมนี้   , เจ็บนิดเดียว , บัวลอย  ,ชีวิตหนี้ , เมดเล่ย์ลูกทุ่ง  ,แต่งงานกันเด้อ  และปิดท้ายด้วยเพลง ประเป๋าแบนแฟนทิ้ง เป็นต้น     ไม่ว่าเล่นเพลงไหน แฟนๆเมีความสุข สนุกคึกคัก มันส์กันทั่วหน้า  พอคอนสิร์ตจบ ทางร้านพหลบาร์ ก็จัดเต็ม เอาใจลูกค้าอย่างต่อเนื่องด้วย  วงดนตรีมันส์ๆ ต่อด้วย DJและMC เปิดเพลงมันส์กันทั้งคืน











































ร้าน พหลบาร์ เปิดบริการ ทุกวัน ตั้งแต่เวลา17:00น เป็นต้นไป ตั่งอยู่บน ถนนพหลโยธิน อยู่ทางเข้า ประตูกรุงเทพพลาซ่า หากมาจากสะพานใหม่ พอเลยสี่แยกฐานทัพอากาศ ไปกลับรถ ช่วงโค้งซ้ายมือตรงทางเข้าประตูกรุงเทพ มีหุ่นยนต์ ซูเปอร์แมน ยืนชูป้ายร้านพหลบาร์ เลี้ยวเข้าไปประมาณ 40เมตร ร้านอยู่ขวามือ จอดรถฝั่งตรงข้ามร้าน



ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณโจ   โทรศัพท์ 089 816 4798
ดูเพิ่มเติมได้ที่  https://www.facebook.com/PHAHONBAR/
และ  https://www.facebook.com/pahonbar/

6


ฟันปลอม หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า ฟันเทียม คือ สิ่งประดิษฐ์ที่สร้างขึ้นเลียนแบบฟันเพื่อใช้ทดแทนฟันธรรมชาติที่หายไป ไม่ว่าจะเพื่อความสะดวกในการบดเคี้ยวอาหาร เพื่อเสริมบุคลิกภาพ ทำให้การออกเสียงชัดเจนขึ้น ป้องกันปัญหาการล้มเอียงของฟันซี่ที่เหลือไปยังช่องว่างของเหงือก รวมทั้งปัญหาเรื่องขากรรไกรที่อาจเกิดขึ้น

ฟันปลอมแบ่งได้กี่แบบ
ทำฟันปลอมชนิดถอดได้
อาจใช้ทดแทนซี่ฟันที่หายไปเพียงบางซี่ หรือมากกว่านั้น กรณีที่สูญเสียฟันแท้ไปเพียงบางซี่ ทันตแพทย์จะกรอแต่งรูปร่างของฟันในบางตำแหน่งให้เป็นที่อยู่ของฐานฟันเทียมและตะขอ เพื่อให้ฟันปลอมสามารถใช้งานได้โดยไม่หลุดออกจากปาก หรือหากเป็นกรณีที่ทำทั้งขากรรไกรก็อาจเป็นการพิมพ์ปากทั้งแนว (บน หรือล่าง) เพื่อเสริมวัสดุเป็นฐานรากไม่ให้ฟันปลอมหลุด ส่วนวัสดุที่ใช้ทำฟันปลอมมักทำจากอะคลิลิก (พลาสติก) หรือโลหะผสม

ทำฟันปลอมชนิดติดแน่น
มีหลากหลายชนิด ถ้าใช้ในการซ่อมแซมฟันซี่ใดซี่หนึ่งเพียงซี่เดียวจะเรียกว่า “ครอบฟัน” แต่ถ้าหากใช้ทดแทนซี่ฟันที่หายไปด้วยจะเรียกว่า “สะพานฟัน” หรือ "สะพานฟันติดแน่น"  ซึ่งทันตแพทย์จะกรอแต่งฟันซี่ข้างเคียงเพื่อสวมสะพานฟัน

รากเทียม
การรักษาเพื่อทดแทนซี่ฟันที่หายไปเพียงบางซี่ หลายซี่ หรือทั้งปาก โดยรากเทียม ทำจากโลหะ ไทเทเนียมซึ่งมีคุณสมบัติเข้ากันได้ดีกับเนื้อเยื่อของมนุษย์ ทันตแพทย์จะผ่าตัดเพื่อฝังรากฟันเทียมไว้ในกระดูกขากรรไกรเพื่อทดแทนรากฟันธรรมชาติที่หายไปจากการถอนฟัน จากนั้นจะรอระยะเวลาให้รากเทียมยึดติดกับกระดูกดีแล้วทันตแพทย์จึงสามารถใช้รากเทียมเป็นฐานยึดครอบฟัน สะพานฟัน หรือฟันปลอมได้

ภายหลังการถอนฟันหลายๆ ซี่ เหงือก และกระดูกจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างค่อนข้างเร็ว ทันตแพทย์จึงปล่อยให้ช่องเหงือกรักษาและเปลี่ยนรูปร่างตัวเองก่อนเป็นเวลาหลายเดือน ก่อนจะทำฟันปลอมให้ การใส่ฟันปลอมในตอนแรกจะมีความรู้สึกแปลกๆ เหมือนมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาอยู่ในปาก จากนั้นเมื่อใส่ฟันปลอมเป็นประจำทุกๆ วัน ท่านจะค่อยๆ ชินไปเอง ทั้งนี้หมอฟันจะแนะนำให้สวมใส่ฟันปลอมตลอดเวลา ยกเว้นเวลานอนเพื่อให้เหงือกได้พัก

การทานอาหารด้วยฟันปลอม
เมื่อคุณเริ่มใส่ฟันปลอมครั้งแรก คุณควรรับประทานแต่อาหารอ่อนๆ ที่ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ และค่อยๆ เคี้ยวโดยใช้ฟันทั้งสองฟาก หลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่งและอาหารที่มีความเหนียว แข็ง หรือมีความคม ค่อย ๆ ปรับตัวให้สามารถกินอาหารประเภทอื่น ๆ ได้ และไม่ควรใช้ไม้จิ้มฟันทำความสะอาดฟันปลอมในช่องปาก

หากฟันปลอมของท่านติดกาวอย่างพอดีก็ไม่จำเป็นต้องใช้กาวติดฟันปลอมแต่อย่างใด แต่หากกระดูกกรามของคุณเกิดหดตัวจนรู้สึกว่า ฟันปลอมหลวม ควรกลับไปพบทันตแพทย์เพื่อทำการแก้ไข หรือใช้กาวช่วยติด บางคนอาจรู้สึกมั่นใจมากขึ้นเมื่อใช้กาวติดฟันปลอม อย่างไรก็ตาม ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์และหลีกเลี่ยงการใช้กาวในปริมาณที่มากเกินไป ทั้งนี้สามารถกำจัดกาวติดออกจากฟันปลอมได้ด้วยสบู่และน้ำ ส่วนคราบกาวที่ติดอยู่ในช่องปากก็สามารถล้างออกด้วยกระดาษทิชชู่ชุบน้ำ หรือด้วยผ้าเนื้ออ่อนชุบน้ำสะอาดนำมาเช็ดฟันปลอมให้ทั่ว

ดู การดูแลช่องปากและทำความสะอาดและข้อเขียนสาระดี ๆ ได้ที่
Website : https://www.honestdocs.co/denture

7
เกลื้อน (Pityriasis หรือ Tinea versicolor) เป็นโรคติดเชื้อราของผิวหนังชั้นตื้นที่พบได้บ่อย โดยทั่วไปเราสามารถพบเชื้อราบนผิวหนังได้เป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อไหร่ที่เชื้อราเจริญเติบโตมากผิดปกติ  ภูมิต้านทานของร่างกายลดลง รักษาความสะอาดของร่างกายได้ไม่ดีพอ ก็จะทำให้เกิดโรคเกลื้อนได้

อาการของโรคเกลื้อน
อาการของโรคเกลื้อนเริ่มจากการมีรอยโรคเป็นจุด อาจมีขุย หรือเห็นเป็นแผ่นราบ รอยโรคนั้นจะไม่เจ็บและไม่ติดต่อไปยังบุคคลอื่น แต่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองและมีอาการคันได้ ต่อมารอยโรคจะมีสีอ่อนลง หรือในบางครั้งอาจมีสีเข้มขึ้นมากกว่าบริเวณผิวหนังโดยรอบ

ลักษณะผื่นที่ขึ้นจะมีขอบเขตที่ชัดเจน และสีผื่นจะไม่เข้มขึ้นเมื่อโดนแสงแดด หากโดนแดดมากๆ ก็จะทำให้ผื่นนั้นมองเห็นชัดมากขึ้น เนื่องมาจากผิวหนังโดยรอบทั้งหมดจะมีสีเข้มขึ้น ทำให้รอยโรคเด่นชัดขึ้นไปอีก

รอยโรคของผื่นที่เกิดขึ้นสามารถเกิดขึ้นและหายไปได้ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของฤดูและสภาพภูมิอากาศ ซึ่งผื่นดังกล่าวจะเด่นชัดเมื่อมีสภาพอากาศที่ร้อนและชื้น และจะเด่นชัดน้อยลง หรือหายไปในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว

อาการอื่นๆ ของโรคเกลื้อนที่พบได้ อาทิเช่น
-คัน
-ผิวหนังเป็นขุย
-เหงื่อออกมากขึ้น
เกลื้อนต่างกับกลากอย่างไร?

กลากจะมีลักษณะเป็นผื่นสีแดง มักมีรูปร่างเป็นวงกลมหรือรูปวงแหวน มีขอบเขตชัดเจน ขอบนอกมักมีสีเข้มกว่าผิวหนังด้านใน อาจมีขุย หรือสะเก็ดบางๆ ที่ขอบผื่นได้

ติดตามสาเหตุของโรคเกลื้อนได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.honestdocs.co/tinea-vesicolor

8


การผายลม หรือ การตด ฟังดูเป็นเรื่องที่น่าอายและน่าขบขันไม่น้อย แต่มันก็เป็นเพียงกระบวนการทางธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ในการขับไล่ลมหรือแก๊สผ่านลำไส้ใหญ่เท่านั้น ทุกครั้งที่เราทานอาหาร เครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่งการพูดคุยทั่วไป เรากลืนอากาศเข้าไปด้วย การตดในชีวิตประจำวันจึงเป็นเรื่องปกติ แต่หลายคนก็ยังคงมีข้อกังขาว่า ตดบ่อยแค่ไหนเรียกว่าปกติ ? และตดดังและเหม็นเป็นสัญญาณอันตรายเกี่ยวกับสุขภาพหรือไม่ ? ข้อเขียนนี้จะช่วยไขข้อข้องใจเกี่ยวกับปัญหาการตดเหล่านี้เอง

ตดบ่อยแค่ไหน เรียกว่าปกติ?
โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่มีร่างกายอุดมสมบูรณ์และแข็งแรงดีจะผายลมประมาณ 14 - 23 ครั้งต่อวัน เมื่อใช้เกณฑ์นี้เป็นตัววัดแล้ว การผายลมที่มากกว่า 23 ครั้งภายในหนึ่งวันถือว่าผิดปกติ โดยความผิดปกตินี้อาจเกิดจากการกินอาหารหรือเครื่องดื่มที่ทำให้เกิดแก๊สในร่างกายมากเกินไป ดังเช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว ชีส กระหล่ำปลี หัวหอม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และน้ำอัดลม หรืออาจเกิดจากภาวะความผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งภายในร่างกาย
การผายลมบ่อยมากเกินไปนั้นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกสุขภาพภายในได้เป็นอย่างดี ซึ่งภาวะหรือโรคที่เกี่ยวข้องกับการตดมีด้วยกันดังนี้
-โรคมะเร็งลำไส้
-โรคลำไส้แปรปรวน
-ระบบดูดซึมอาหารทำงานผิดปกติ
-การแพ้อาหารที่มีส่วนประกอบของแลคโตส (lactose) ดังเช่น นมวัวและโยเกิร์ต
-ภาวะที่เกี่ยวของกับกระเพาอาหาร อาทิเช่น การที่อาหารเป็นพิษ
เราควรหมั่นนับจำนวนครั้งที่เราตดในแต่ละวันเพื่อสังเกตการทำงานที่เกี่ยวข้องกับกระเพาะอาหารและลำไส้ หากมีการผายลมที่บ่อยครั้งเกินไปติดต่อกันเป็นเวลานานควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สได้ง่าย แต่หากยังไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง และหาทางแก้ไขอย่างเร็วที่สุด

ติดตามข้อมูลดี ๆ ได้ที่ เว็บ : https://www.honestdocs.co/fart-types-and-its-signal

9


ภาวะยิ้มเห็นเหงือกมากผิดปกติ (Gummy Smile) อาจทำให้หลายคนรู้สึกไม่มั่นใจเมื่อต้องยิ้ม หัวเราะ รวมไปถึงการสนทนากับฝ่ายตรงข้าม แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันที่ก้าวหน้าขึ้น จึงสามารถรักษาภาวะนี้ด้วยการตัดเหงือกเพื่อแก้ไขได้

ลักษณะของผู้ที่มีภาวะยิ้มเห็นเหงือกมากผิดปกติ
ขอบเหงือกไม่สมมาตร หรือไม่กลมกลืนกัน เมื่อยิ้มแล้วเห็นเหงือกเยอะ
ตัวฟันสั้นเกินไป
ในบางรายอาจเกิดจากการจัดฟันแล้วเหงือกร่น หรือทำศัลยกรรม อาทิเช่น ตัดปากกระจับ ทำให้ยิ้มแล้วเห็นเหงือกเยอะ

การประเมินภาวะยิ้มเห็นเหงือกมากผิดปกติ จะต้องทำโดยทันตแพทย์เท่านั้น โดยทันตแพทย์จะทำการตรวจช่องปากอย่างละเอียด พร้อมกับถ่ายภาพรังสี และตรวจสุขภาพเหงือก หากไม่พบความผิดปกติที่เหงือก ก็สามารถรักษาภาวะดังกล่าวได้ทันที
วิธีรักษาภาวะยิ้มเห็นเหงือกมากผิดปกติ
การรักษาภาวะนี้ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 วิธี ได้แก่
1. การตัดเหงือกเพียงอย่างเดียวด้วยเลเซอร์ (Gingivectomy)
ในกรณีที่คนไข้มีระดับเหงือกสูงผิดปกติ ทันตแพทย์จะผ่าตัดตกแต่งเฉพาะขอบเหงือกส่วนเกินออก โดยการตัดเหงือกออกไปประมาณ 1-2 มิลลิเมตร เพื่อให้เห็นฟันเต็มซี่ และทำให้ความยาวของฟันเพิ่มขึ้น
วิธีนี้จะดำเนินการโดยใช้เครื่องเลเซอร์ที่เรียกว่า Electrosurgery ที่สามารถตัดเหงือกออกได้อย่างรวดเร็วภายในเวลา 2 นาทีต่อฟัน 1 ซี่ และสามารถห้ามเลือดได้ในตัว มักนิยมนำมาใช้ตัดแต่งเหงือกบริเวณฟันบนด้านหน้า หลังการรักษาอาจรู้สึกเจ็บและบวมเพียงเล็กน้อย


2. การตัดแต่งเหงือกร่วมกับการกรอแต่งกระดูกหุ้มฟัน (Esthetic Crown Lengthening)
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีระดับของกระดูกหุ้มฟันสูง ต้องลดความสูงของกระดูกด้วยการผ่าตัดเหงือกออกประมาณ 1-2 มิลลิเมตร และกรอแต่งกระดูกด้านหน้าของรากฟันโดยผ่าตัดยกเหงือกทั้งหมดขึ้น เริ่มจากฟันกรามน้อยอีกด้านไปถึงอีกด้านโดยให้เหลือกระดูกปกคลุมรากฟันให้เพียงพอ วิธีนี้ใช้เวลานานกว่าวิธีแรกและต้องมีการเย็บแผล หลังการรักษาอาจพบอาการบวมหรือเจ็บปวดได้บ้าง

อ่านข้อมูลวิธีการตัดเหงือกต่อได้ที่
เว็บ : https://www.honestdocs.co/treatments-of-gummy-smile

10


หลายท่านคงจะเคยได้ยินคำว่า กายภาพบำบัด อยู่บ่อยครั้ง แต่อาจยังไม่ทราบความหมายที่แน่ชัด หรือยังไม่เข้าใจว่าการกายภาพบำบัดมีความสำคัญอย่างไร บทความนี้จะช่วยไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเวชศาสตร์ฟื้นฟูชนิดนี้ให้ได้ทราบ

กายภาพบำบัดคืออะไร?
กายภาพบำบัด เป็นคำที่แปลมาจาก Physical Therapy ในภาษาอังกฤษ ซึ่งมีความหมายว่า การรักษาด้วยเครื่องมือทางกายภาพ (Physical Modalities) กายภาพบำบัดจึงเป็นศาสตร์การรักษาที่ไม่อาศัยการรับประทานยา เครื่องมือที่ใช้ในการรักษาทางกายภาพบำบัดมีมากมายหลายชนิด เช่น คลื่นแสง คลื่นเสียง อุณหภูมิ แรงภายนอกทั้งจากเครื่องมือ และแรงจากตัวนักกายภาพบำบัดเอง
ผู้ให้บริการกายภาพบำบัดเรียกว่า นักกายภาพบำบัด ซึ่งจำเป็นต้องจบการศึกษาด้านกายภาพบำบัดโดยตรงและต้องมีใบประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดที่ออกให้โดยสภากายภาพบำบัดเท่านั้น นักกายภาพบำบัดจะทำงานร่วมกับวิชาชีพด้านสาธารณสุขอื่นๆ อาทิ แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับผลการรักษาที่มีผลสำเร็จสูงสุด

กายภาพบำบัดสำคัญเช่นไร มีประโยชน์เช่นไรต่อผู้ป่วย?
กายภาพบำบัดเป็นวิทยาศาตร์การแพทย์สาขาหนึ่งที่ให้ความสำคัญแก่การฟื้นฟูผู้ป่วยในภาวะต่างๆ ทั้งทางด้านร่างกายและทางด้านจิตใจ ยิ่งไปกว่านี้ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ รวมทั้งลดอัตราเสี่ยงของการกลับมามีอาการซ้ำด้วย ปัจจุบันเราสามารถแบ่งนักกายภาพบำบัดเป็นกลุ่มใหญ่ๆ (พร้อมตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจง่าย) ได้ดังนี้

ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
เช่นว่า คนป่วยที่ข้อเท้าพลิกทำให้เอ็นข้อเท้าฉีกขาด หลังจากได้รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางด้านระบบกระดูกและกล้ามเนื้อด้วยการใส่เฝือกแล้ว การรักษาที่ได้รับจากนักกายภาพบำบัดอาจเริ่มตั้งแต่ให้คำแนะนำเรื่องการดูแลเฝือก การเลือกอุปกรณ์ช่วยเดินให้เหมาะสมกับอาการและกิจกรรมที่คนไข้ต้องทำ การฝึกเดินด้วยอุปกรณ์ช่วยเดิน การออกกำลังกายเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น อาการบวม หรือการติดแข็งของข้อต่อใกล้เคียงเนื่องจากถูกเฝือกจำกัดการเคลื่อนไหว

เมื่อผู้ป่วยตัดเฝือกออก การฝึกลงน้ำหนักอย่างถูกต้อง การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อเท้า และการออกกำลังกายเพื่อป้องกันการพลิกซ้ำของข้อเท้าเป็นสิ่งสำคัญมาก หลังถอดเฝือกอาจจะยังมีอาการปวดบริเวณข้อเท้าเหลืออยู่ นักกายภาพบำบัดอาจจะเลือกใช้อัลตราซาวนด์ซึ่งเป็นคลื่นเหนือเสียงเพื่อลดปวดก็ได้

อ่านเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.honestdocs.co/what-is-physical-therapy

11


ครอบฟันคือ การใช้วัสดุฟื้นฟูฟันบางส่วน หรือใช้ปกคลุมเนื้อฟันภายนอกทั้งหมด ลักษณะทางกายวิภาคของฟันนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ส่วนรากฟันและส่วนตัวฟัน ในผู้ที่มีเหงือกและกระดูกฟันสุขภาพดี ตัวรากฟันจะอยู่ใต้ชั้นเหงือกและกระดูก ส่วนตัวฟันจะเป็นส่วนที่ยื่นออกจากเหงือกจนเห็นได้ชัดเจนภายในช่องปาก

เมื่อไรเราจึงควรครอบฟัน?
มีหลายสภาพการณ์ที่ต้องใช้ครอบฟัน ตัวอย่างที่พบเห็นได้บ่อยมีดังนี้
1.ต้องมีการอุดฟันขนาดกว้าง
เมื่อฟันผุ หรือแตกร้าวเกินกว่าครึ่งของความกว้างเนื้อฟัน หมอฟันจำเป็นต้องครอบฟันซี่นั้นไว้เนื่องจากเนื้อฟันส่วนที่เหลือจะมีความเปราะบางอย่างมาก หากปล่อยทิ้งไว้อาจได้รับความเสียหายเพิ่มเติมได้

2.รักษารากฟัน
การรักษารากฟันจะทำให้ฟันกลวงและทำให้ส่วนเนื้อฟันที่เหลือแตกร้าวได้ ดังนั้นฟันซี่ที่ได้รับการรักษาต้องมีการสวมครอบฟันไว้พื่อป้องกันการแตกร้าวที่อาจจะเกิดขึ้นได้

3.กลุ่มอาการฟันร้าว
เป็นภาวะที่เกิดการแตกร้าวภายในตัวฟันจนสร้างความเจ็บปวดขึ้นขณะบดเคี้ยวอาหาร แรงกดจากการเคี้ยวนี้จะลงไปยังช่องร้าวทำให้มีความรู้สึกเหมือนฟันจะแตกออกจากกัน การครอบฟันจะช่วยคลุมฟันเอาไว้ด้วยกัน กระจายแรงกดให้ไปทั่วทั้งปาก และช่วยลดความเจ็บปวดลงได้ ในสถานการณ์เหล่านี้มักจะมีการใช้ครอบฟันถาวรไว้ในช่องปากระยะเวลาหนึ่งเพื่อทำให้ความเจ็บปวดหายไปก่อนและอาจทำให้ไม่ต้องรักษารากฟัน

4.ยอดของฟันแตกหัก
ส่วนยอดของฟันมักจะแตกหักออกเนื่องจากแรงกระทบ หรือมีการผุของฟันขนาดใหญ่ เนื่องจากส่วนยอดฟันจะมีหน้าที่หลักคือ การรับแรงกดจากการเคี้ยวทำให้ต้องครอบฟันทั้งหมดไว้ เพื่อป้องกันการแตกหักเพิ่มเติม บางคราวการแตกหักนี้อาจลงลึกไปถึงกระดูกจนทำให้กระบวนการครอบฟันมีระยะเวลายาวนานขึ้น นั่นหมายถึงต้องมีการเล็มส่วนกระดูกและเหงือกลงไปยังชั้นที่แตกร้าว เพื่อให้ขอบครอบฟันสามารถวางลงบนเหงือกและเนื้อฟันที่สุขภาพดีได้

5.ฟันเสื่อมสภาพมากเกินไป
ถ้าคนไข้มีนิสัยชอบบดฟัน ฟันอาจจะสั้นลงตามกาลเวลาได้ นอกจากนั้นฟันยังอาจเสื่อมสภาพ สึกกร่อนจากการได้รับกรดจากบางโรค ตัวอย่างเช่น กรดไหลย้อน (GERD) โรคบูลิเมีย หรืออาหารที่มีกรดสูงได้อีกด้วย บางครั้งชั้นเคลือบฟันจะสึกหายไปโดยสมบูรณ์จนไปถึงชั้นเนื้อฟันอ่อนๆ ได้ตามกาลเวลาจนทำให้การบดกัดไปทำลายฟันได้ วิธีการรักษาให้ฟันกลับมามีขนาดที่ปกติคือ การครอบฟัน  ติดตามเนื้อหาเรื่องการครอบฟันได้ที่ เว็บไซต์ :https://www.honestdocs.co/what-is-crowns

12
หูดหงอนไก่ หรือชื่อทางการแพทย์เรียกว่า Condyloma acuminata เป็นก้อนลักษณะนิ่ม ชื้น สีชมพู หรือสีเดียวกับผิวหนัง ซึ่งเกิดขึ้นได้ในหลายลักษณะ ทั้งแบบนูน เรียบ หรือรูปร่างเหมือนดอกกะหล่ำ (หากโตรวมกันเป็นกลุ่ม) หูดเหล่านี้อาจเกิดขึ้นทั่วบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก

อาการของหูดหงอนไก่
ในสุภาพสตรีหูดหงอนไก่สามารถเกิดได้ทั้งภายในหรือภายนอกช่องคลอดและทวารหนัก บริเวณโดยรอบ และอาจเกิดที่ปากมดลูก ส่วนในเพศชายอาจพบได้ที่ภายนอกหรือภายในทวารหนัก เช่นเดียวกับบริเวณองคชาตและอัณฑะ ภายในท่อปัสสาวะหรือบริเวณโดยรอบ อีกทั้งพบได้ในปาก คอหอย บริเวณลิ้น และริมฝีปาก ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย

ปกติแล้ว ตุ่มเล็กๆ นี้จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาทางสุขภาพด้านอื่นๆ แต่บางครั้งก็อาจทำให้เกิดอาการเจ็บปวดและคันได้
ในกรณีที่พบได้น้อยมาก หูดหงอนไก่อาจก่อให้เกิดอาการดังต่อไปนี้
- อาการปัสสาวะที่ผิดปกติในผู้ชาย (หากมีหูดหงอนไก่เกิดขึ้นในท่อปัสสาวะ)
- เลือดออกในท่อปัสสาวะ เลือดออกทางช่องคลอดหรือทางทวารหนัก
- มีสารคัดหลั่งจากช่องคลอดเพิ่มขึ้น

สาเหตุของการเกิดหูดหงอนไก่ หูดหงอนไก่เกิดจากการติดเชื้อ Human papillomavirus (HPV) ซึ่งเป็นการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อย เชื้อไวรัสชนิดนี้ไม่ใช่ไวรัสสายพันธุ์เดียว แต่เป็นกลุ่มของไวรัสที่มีมากกว่า 150 สายพันธุ์ ซึ่งชื่อของแต่ละสายพันธุ์จะระบุเป็นตัวเลข โดย 90% ของหูดหงอนไก่เกิดจากเชื้อ HPV สายพันธุ์ 6 และ 11 ส่วนที่เหลือเกิดจากสายพันธุ์อื่นๆ

ท่านสามารถเป็นหูดหงอนไก่ได้หากมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อชนิดนี้ แม้ว่าคน ๆ นันจะไม่ได้มีหูดให้เห็นหรือแสดงอาการอื่นๆ ของการติดเชื้อก็ตาม และแม้ว่าหูดที่เกิดภายในทวารหนักนั้นจะมักพบในผู้ที่เป็นฝ่ายรับในการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก แต่ก็สามารถเกิดในชายหรือหญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักได้เช่นกัน

ใครบ้างที่เสี่ยงเกิดหูดหงอนไก่?
ปัจจัยต่อไปนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV และนำไปสู่การเกิดหูดหงอนไก่ได้มากขึ้น
- ท่านที่มีความเครียดหรือมีการติดเชื้อไวรัสอื่นๆ ตัวอย่างเช่น ไวรัสโรคเริม (Herpes)
- มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอจากการใช้ยาหรือเป็นโรคอื่นๆ อาทิ เบาหวาน โรคติดเชื้อเอชไอวี หรือโรคเอดส์
- มีพฤติกกรรมในการสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์
- เริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย หรือมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันกับคู่นอนหลายคน
- เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โรคอื่น
- ทารกที่แม่ติดเชื้อ HPV ขณะคลอด

อ่านบทความของภาวะแทรกซ้อนของโรคหูดหงอนไก่ได้ที่ เว็บไซต์ : https://www.honestdocs.co/what-is-genital-warts

13

บางท่านไม่เข้าใจความหมาย การรักษารากฟัน (Root canal treatment) ก็ตีความไปก่อนแล้วว่าน่ากลัว ต้องยาก ต้องเจ็บทั้งนี้เพราะต้องรักษาหลายครั้ง  ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว การรักษารากฟันไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวเลย แต่หมายถึงการรักษารากฟันซี่ที่เป็นปัญหาไม่ว่าจะเป็นการอักเสบ  การติดเชื้อ โพรงประสาท  หรือคลองรากฟันถูกทำลาย เพื่อไม่ให้เชื้อโรคเข้าไปก่อให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อได้อีก เมื่อรักษาแล้วเสร็จฟันซี่นั้นจะกลับมาใช้งานต่อไปได้อีกยาวนาน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรักษารากฟัน
1. เคยได้ยินมาว่า การรักษารากฟันนั้นเจ็บมาก จริงหรือไม่
ฟันทุกซี่มีรากฟัน มีเส้นประสาท และเส้นเลือดในการหล่อเลี้ยงฟัน เมื่อเกิดฟันผุจากภายนอก รากฟัน เส้นประสาท และเส้นเลือดจะเกิดการติดเชื้อ ไม่นานฟันซี่นั้นจะตายและถูกแทนที่ด้วยหนองและซากที่ติดเชื้อซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการเจ็บปวดและอาการบวมที่เกิดขึ้น หากปล่อยไว้โดยไม่รักษาจะส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อกระดูกบริเวณรอบรากฟันส่งผลให้เกิดตุ่มฝีและหนองบริเวณฟัน หากปล่อยไว้อาจทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณใบหน้าและขากรรไกรตามมาซึ่งอาจส่งผลต่อชีวิตได้

2. จะไม่เป็นการดีกว่าหรือ หากจะถอนฟันทิ้งไปเลยแทนที่จะรักษารากฟัน
คำตอบคือ "ไม่" ทั้งนี้เพราะคำถามนี้แสดงให้เห็นว่า เราอาจยังไม่ตระหนักถึงคุณค่าของฟันที่มี แต่อยากให้รู้ว่า ไม่มีฟันเทียมใดๆ ที่จะสามารถทดแทนฟันจริงได้ เมื่อฟันถูกถอนออกไป ฟันที่อยู่รอบข้างจะเลื่อนเข้าหาช่องว่างที่เกิดขึ้น และเป็นสาเหตุของโรคเหงือก ปัญหาการเคี้ยว ฯลฯ ตามมาได้
3. ทำไมจึงใช้เวลาในการรักษายาวนาน
ทันตแพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อใช้เครื่องมือเปิดเข้าไปเพื่อตัดเส้นพระสาทฟันที่มีการติดเชื้อ  ใส่น้ำยาฆ่าเชื้อ ยาฆ่าเชื้อ ทำความสะอาดและตกแต่งรูปร่างโพรงฟันที่เสียหายก่อน ต่อจากนั้นจะปิดโพรงฟันไว้ชั่วคราว่อน  เพื่อใช่เวลากำจัดเชื้อโรคที่หลงเหลืออยู่ในคลองรากฟันออกให้หมด ในขั้นตอนนี้เองที่อาจต้องใช้เวลาในการรักษาหลายครั้ง ในที่สุดเมื่อทันตแพทย์พบว่า คลองรากฟันสะอาด ปราศจากเชื้อโรคแล้ว จึงจะทำการอุดคลองรากฟันด้วยวัสดุคล้ายยางแท่งเล็กๆ ที่คลองรากฟันและทำการปิดทับอีกชั้นด้วยซีเมนต์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ

4. หากไม่มีอาการเจ็บปวดทำไมจึงต้องรักษารากฟัน
ฟันซึ่ที่ต้องการรักษารากฟันไม่จำเป็นว่าจะต้องเจ็บปวดเสมอไปแต่หากฟันเกิดการติดเชื้อ และพบว่าฟันมีความเสียหายในบริเวณกระดูกที่รองรับฟันก็อาจเป็นสาเหตุของความเจ็บปวดได้ หากรากฟันเสียหายไป ก่อนที่จะเกิดการเจ็บปวด การดูแลรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นวิธีการรักษาที่ดีกว่า

5. ทำไมฉันยังรู้สึกเจ็บ แม้ว่าทันตแพทย์จะบอกว่า ได้ตัดเส้นประสาทฟันซี่นั้นออกไปแล้ว
แม้ว่าทันตแพทย์จะตัดเส้นประสาทในคลองรากฟันที่ติดเชื้อออกไปแล้ว แต่เชื้อโรคบริเวณปลายรากฟันยังเหลืออยู่จึงทำให้มีอาการเจ็บปวดนั่นเอง แต่หากทันตแพทย์ทำการรักษาจนหายแล้ว อาการเจ็บปวดนั้นจะหายไป

อ่านต่อได้ที่ Website : https://www.honestdocs.co/root-canal-treatment-dental-faqs

14


โรคไข้เลือดออกคืออะไร ?
โรคไข้เลือดเกิดจากการติดเชื้อไวรัส "เด็งกี่" (Dengue) โดยมี ยุงลาย เป็นพาหะนำโรค ไข้เลือดออกจัดว่าเป็นโรคอันตรายทั้งนี้เพราะถ้ารักษาไม่ทันอาจทำให้เสียชีวิตได้ แต่หากรู้ตัวและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถรักษาให้หายได้ภายในเวลาไม่นาน ทั้งนี้หลายคนอาจสับสนระหว่างโรคไข้เลือดออกกับโรคไข้หวัดใหญ่เนื่องจากมีอาการเบื้องต้นคล้ายกัน ดังนั้นจึงต้องสังเกตอาการเริ่มแรกให้ดี เพื่อแยกความแตกต่างของไข้หวัดใหญ่กับ ไข้เลือดออก ให้ได้

โรคไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเด็งกี่ ซึ่งมีอยู่ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ เด็งกี่-1 เด็งกี่-2 เด็งกี่-3 และเด็งกี่-4  หากได้รับเชื้อไวรัสไม่ว่าจะสายพันธุ์ใดก็สามารถเป็นโรคไข้เลือดออกได้ทั้งนั้น แต่หากร่างกายติดเชื้อจากสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งไปแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานสายพันธุ์นั้นขึ้นมา หมายความว่าเราจะไม่ติดเชื้อจากสายพันธุ์นั้นอีกไปตลอดชีวิต แต่ยังมีโอกาสติดเชื้อจากสายพันธุ์อื่นได้

สาเหตุของโรคไข้เลือดออก
โรคไข้เลือดออกมักระบาดในช่วงหน้าฝน เมื่อมียุงลายเพศเมียไปกัดคนที่มีเชื้อไวรัส เชื้อนั้นจะเข้าสู่กระเพาะของยุงและเข้าไปอยู่ในเซลล์บริเวณผนังกระเพาะ ไวรัสจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นจะเดินทางเข้าสู่ต่อมน้ำลายของยุงที่พร้อมจะเข้าสู่คนที่ถูกกัดต่อไป

เชื้อไวรัสจะมีระยะฟักตัวในยุงประมาณ 8-12 วัน เมื่อยุงตัวนั้นกัดคนอื่นก็จะปล่อยเชื้อไวรัสไปยังผู้ที่ถูกกัดต่อไป เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจนผ่านระยะเวลาฟักตัวนาน 5-8 วัน (สั้นที่สุด 3 วัน - นานที่สุด 15 วัน) หลังจากนั้นจะมีอาการเหมือนไข้หวัด คือ มีไข้ ตัวร้อน ไอ คลื่นไส้ เวียนหัว เป็นต้น จึงอาจทำให้เกิดการวินิจฉัยผิดพลาดได้ในกรณีที่โรคยังไม่ถึงระยะลุกลาม ดังนั้นเมื่อพบผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายกับไข้หวัด แพทย์จึงมักสั่งให้ตรวจเลือดเพื่อค้นหาว่าผู้ป่วยติดเชื้ออะไร  ซึ่งส่วนใหญ่มักจะตรวจหาเชื้อไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่

ยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเด็งกี่จะพบเป็นจำนวนมากในแถบประเทศเขตร้อนและเขตอบอุ่น จากข้อมูลของสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทยพบว่า พ.ศ. 2557 พบผู้ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกร่วม 40,000 ราย ปัจจุบันสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในประเทศไทย วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2562  มีจำนวนผู้ป่วยสะสมมากถึง 31,843ราย เสียชีวิตแล้ว 48 ราย ซึ่งสถิติช่วงเดียวกันของปี พ.ศ. 2561 นั้นมีจำนวนผู้ป่วยสะสม 19,804 ราย เสียชีวิตเพียง 24 ราย เปรียบเทียบทั้งสองปีจะเห็นได้ว่า ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 1.6 เท่า  ไข้เลือดออกจึงเป็นโรคที่น่ากลัวไม่น้อยเลยทีเดียว

เป็นส่วนใหญ่แล้วคนปกติที่มีร่างกายแข็งแรงจะมีภูมิคุ้มกันโรค แต่เด็กหรือคนที่มีสภาพร่างกายไม่แข็งแรง เชื้อไข้เลือดออกจะเข้าทำลายระบบการไหลเวียนของเลือด ผนังเซลล์เม็ดเลือดแดง และทำลายอวัยวะภายในร่างกายจนมีเลือดออก

สามารถดูข้อมูลไขเลืออดออกเพิ่มเติมได้ที่ https://www.honestdocs.co/dengue-symptoms-and-prevention

15


แพคเกจบุุฟเฟ่ต์สำหรับงานเลี้ยงหรืองานสังสรรค์ ทั้งในและนอกสถานที่ หลากหลายเมนูอาหารให้เลือกตามความพอใจ เมนูหลัก ของทานเล่น ของหวานและผลไม้ ในราคาเริ่มต้นเพียง 400 บาทต่อท่าน อาหารอร่อย ในราคาสุดคุ้ม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ B'Chill 082-969-8366

ติดตามเราได้ที่
เฟสบุ๊ค : @bchill.cafe
instagram : @bchill.cafe
ไลน์ ไอดี : @bchill.cafe

B'Chill Day & Night
750/3 Rama III Rd, Khwaeng Bang Phong Phang, Khet Yan Nawa, Krung Thep Maha Nakhon 10120
โทรศัพท์ : 082 969 8366
Map : https://maps.app.goo.gl/ugpUvAbe5rxKc58a7

















Pages: [1] 2 3