Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - guupost

Pages: [1] 2 3 ... 27
1


ปัจจุบันนี้ คนหันมาให้ความสำคัญกับสกินแคร์กันเยอะขึ้น ด้วยเหตุว่าไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือออกไปข้างนอก เราก็ยังต้องเผชิญกับมลภาวะและแสงแดดกันอยู่ทุกวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สกินแคร์จึงเข้ามาทำหน้าที่ในการฟื้นบำรุงผิวหน้าของเราที่ถูกทำร้ายให้กลับมาสดใสเปล่งปลั่งสุขภาพดีอีกครั้ง และนอกจากเซรั่มหรือโลชั่นบำรุงผิวหน้าแล้ว “เอสเซ้นส์” ก็เป็นหนึ่งในสกินแคร์ยอดฮิตที่คนหันมาให้ความสนใจ โดยเฉพาะในหมู่คนผิวมันและผิวบอบบาง หากพูดว่าเอสเซ้นส์เฉย ๆ บางคนอาจยังไม่รู้จักดี แต่ถ้าบอกว่า “น้ำตบ” ล่ะก็ คงจะอ๋อกันใช่ไหมล่ะคะ วันนี้เราจะพาไปดูว่าเอสเซ้นส์บำรุงผิวหน้านั้นมหัศจรรย์อย่างไรบ้าง

1. เนื้อสัมผัสบางเบา ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว
โดยปกติ เอสเซ้นส์จะมีเนื้อสัมผัสเป็นน้ำคล้ายเจล อนุภาคเล็ก และด้วยเนื้อสัมผัสที่บางเบา ทาสะดวก สามารถซึมเข้าผิวได้อย่างรวดเร็ว หลายท่านติดใจเนื่องจากไม่จำเป็นต้องเกลี่ยนานมาก แค่ถูเข้ากับมือตัวเองแล้วนวดลงบนผิวหน้าเบา ๆ เท่านี้ก็เสร็จแล้ว นับเป็นขั้นตอนการดูแลผิวหน้าที่ใช้เวลาน้อย แต่ได้ประโยชน์มากเลย

2. เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหน้า
ใบหน้าของคนเราสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้อย่างจำกัด แต่เอสเซ้นส์จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถนั้น เอสเซ้นส์จะทำให้ใบหน้าของเราสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้มากขึ้น เมื่อใช้แล้วผิวหน้าของเราจึงดูอิ่มน้ำ เนียนนุ่ม ชุ่มชื้น ลดความแห้งกร้าน ทำให้ผิวหน้าของเราดูอ่อนเยาว์และสุขภาพดีได้ในทันที

3. เพิ่มประสิทธิภาพให้ผิวดูดซึมมอยส์เจอไรเซอร์ได้ดียิ่งขึ้น
เนื่องจากเอสเซ้นส์นั้นอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสรรพคุณที่ใช้น้ำเป็นส่วนผสมหลัก ไม่ว่าจะครีมหรือมอยส์เจอไรเซอร์ตัวใด หากทาเอสเซ้นส์ลงไปก่อน ผิวหน้าของเราก็จะซึมซับสารบำรุงจากเซรั่มและมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ต่าง ๆ ให้ซึมซาบลงสู่ผิวได้สะดวกยิ่งขึ้น ฉะนั้นหลังการล้างหน้าล้างตาทุกครั้ง ไม่ควรลืมซับผิวหน้าให้แห้ง เช็ดหน้าด้วยโทนเนอร์ ทาเอสเซ้นส์ และปิดท้ายด้วยครีมหรือมอยส์เจอไรเซอร์ตามต้องการได้เลย

4. ลดอาการระคายเคืองจากการเผชิญกับมลภาวะ
เอสเซ้นส์มีความสามารถในการลดอาการระคายเคืองที่อาจเกิดจากมลภาวะ ฝุ่น ควัน และสภาพอากาศ รวมไปถึงสามารถลดการอักเสบของสิวอุดตันได้ และช่วยเสริมเกราะป้องกันให้ผิวด้วย เหมาะสมกับทุกสภาพผิวเนื่องจากเนื้อที่บางเบาจะไม่ก่อให้เกิดการอุดตันและไม่ทำให้เกิดสิวนั่นเอง

และทั้งหมดนี้คือประโยชน์แน่น ๆ ที่เราได้จากเอสเซ้นส์หรือน้ำตบ ท่านใดที่กำลังมองหาสกินแคร์ให้ครบเซตทุกขั้นตอน อย่าลืมบวกเจ้าน้ำตบลังโคม Clarifique Dual Essence เข้ากระบวนการดูแลผิวหน้าในทุก ๆ วันด้วยนะ

ชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Website : https://www.lancome.co.th/th_TH/best-sellers/clarifique-dual-essence/00369-LAC.html

2

หนึ่งในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่เราใช้กันบ่อยที่สุดก็คือเซรั่ม เซรั่มก็คือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีโมเลกุลขนาดเล็กมาก  เนื้อสัมผัสจะมีความเหลวและเบาบางกว่าเนื้อครีมทั่ว ๆ ไป สีอาจเป็นสีใส ๆ หรือสีขุ่น ขึ้นอยู่กับส่วนผสม เซรั่มจะเข้ามาช่วยฟื้นบำรุงผิวอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ผิวแข็งแรงขึ้น ถึงจะใช้แค่เพียงไม่กี่หยดแต่ก็ให้ผลลัพธ์ที่ดี และสามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็วและล้ำลึกถึงระดับโครงสร้างผิวเลยทีเดียว แต่นอกจากแบรนด์และคุณสมบัติของเซรั่มบำรุงผิวหน้าที่เราต้องทราบแล้ว รู้กันมั้ยว่าในเซรั่มมีอะไรผสมอยู่บ้าง? วันนี้เราจะมาแกะส่วนผสมของเซรั่มบำรุงผิวหน้าให้ดูกันว่าในเซรั่มมีส่วนประกอบอะไร และแต่ละตัวทำหน้าที่อะไรบ้าง

1. HYALURONIC ACID
ชื่อส่วนผสมนี้ทุกท่านคงจะคุ้นหูกันเป็นอย่างดีและมีอยู่ในเซรั่มลังโคม Advanced Génifique Serum นั่นคือกรดไฮยาลูรอนิก ที่มีสรรพคุณหลักในการอุ้มน้ำและกักเก็บน้ำให้ผิว ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น อิ่มฟู ล็อกความชุ่มชื้นไว้ใต้ชั้นผิวได้นาน ตัวกรดไฮยาลูรอนิกมีเนื้อสัมผัสที่ค่อนข้างบางเบา จึงสามารถเกลี่ยให้ซึมเข้าผิวได้ง่ายๆ หากท่านใดมีผิวแห้งหรือผิวขาดน้ำควรมองหาส่วนผสมนี้ในเซรั่มบำรุงผิวหน้าเป็นอันดับแรกเลย

2.VITAMIN C
ถัดมาคือวิตามินซีที่พบได้มากในผักใบเขียวและผลไม้รสเปรี้ยว ซึ่งวิตามินซีเป็นสารสกัดที่ใช้เป็นส่วนผสมหลักในเซรั่ม รวมทั้งผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามต่าง ๆ มากมายหลากหลายยี่ห้อ เพราะวิตามินซีจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายจากการถูกทำลาย ป้องกันอันตรายจากแสงยูวี ช่วยลดริ้วรอยแห่งวัย ทำให้ผิวดูเด็กอยู่เสมอ นอกจากนี้วิตามินซีในเซรั่มยังมีคุณสมบัติช่วยลดจุดด่างดำบนใบหน้า ลดความหมองคล้ำ และช่วยปรับให้ผิวกระจ่างใสขึ้นอีกด้วย

3. Retinol
สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าเกี่ยวกับเรื่องริ้วรอยแห่งวัยและใบหน้าเริ่มหย่อนคล้อย เรตินอลในเซรั่มช่วยได้ เรตินอลคืออนุพันธ์วิตามินเอ (Vitamin A) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดเลือนริ้วรอยแห่งวัยบนใบหน้า อีกทั้งยังสามารถช่วยรักษาสิว ลดการเกิดสิวใหม่ ช่วยเร่งกระบวนการสร้างเซลล์ให้เร็วไวขึ้น พร้อมฟื้นฟูเส้นริ้วรอยหรือรอยย่นต่าง ๆ ให้ดูตื้นขึ้นได้ เรตินอลจะทำหน้าที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าเพื่อเผยชั้นผิวใหม่ขึ้นมาทดแทน แถมยังช่วยลดเลือนจุดด่างดำที่เกิดจากการโดนแสงแดดทำร้ายอีกด้วย
แต่เรตินอลเป็นส่วนผสมที่มีความเข้มข้นและมีฤทธิ์ช่วยผลัดเซลล์ผิว จึงทำให้เหมาะจะใช้ในเวลากลางคืน เนื่องด้วยแสงแดดอาจทำให้ผิวแดงหรือระคายเคืองได้ง่าย ทางที่ดีควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้จะดีที่สุด

4. AHA
AHA คือกรดจากผลไม้ มีคุณสมบัติช่วยเร่งการผลิตเซลล์ผิวใหม่และจัดการกับสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอให้ดูสดใสมากยิ่งขึ้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการช่วยแก้ปัญหาจุดด่างดำและความหมองคล้ำให้ผิวกระจ่างใสขึ้น

พอรู้ว่าในเซรั่มมีส่วนประกอบอะไรผสมอยู่ข้างในบ้าง ทีนี้เราก็จะใช้เซรั่มได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและตอบโจทย์ปัญหาผิวของเราเอง รวมทั้งสามารถมองหาผลิตภัณฑ์อื่น ๆ มาเสริมความแข็งแรงให้ใบหน้าของเราเพิ่มเติมได้อย่างถูกจุดอีกด้วย ดังนั้นทุกคนไม่ควรพลาดที่จะบำรุงผิวหน้าด้วยเซรั่มกันอย่างเป็นประจำนะ

สั่งซื้อสินค้าได้ที่
Official Website : https://www.lancome.co.th/th_TH/serums/advanced-genifique-serum/00001-LAC.html

3

มนุษย์เราในแต่ละช่วงอายุ ก็มีวิธีการดูแลผิวแตกต่างกันไปตามสภาพผิว เมื่อเราอยู่ในช่วงวัยรุ่น ผิวหน้าของเราย่อมกระชับ ไร้ร่องรอย และเต่งตึงกว่าตอนอายุ 30 อยู่แล้ว เมื่ออายุมากขึ้น ผิวก็เริ่มเสื่อมโทรมกันไปตามธรรมชาติ แต่ถึงแม้ว่าเราจะเริ่มมีริ้วรอยตามวัย เราก็ยังสามารถชะลอให้ริ้วรอยต่าง ๆ เหล่านั้นเกิดขึ้นช้าลงได้ เพียงแค่เราใช้ ครีมลดริ้วรอย ซึ่งมีประสิทธิภาพในการช่วยลดริ้วรอยแห่งวัยหรือริ้วรอยที่เกิดจากความเครียดและมลภาวะต่าง ๆ ช่วยให้ผิวของเรากลับมาดูเด็กและดูสดใสได้อีกครั้ง คราวนี้เรามาดูวิธีเลือกครีมกระชับผิวให้เหมาะสมกับผิวและช่วงวัยกันดีกว่า

1. ต้องทราบปัญหาของผิวหน้าตนเองก่อน
หลายคนก็มีปัญหาผิวหน้าที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นที่มีเรื่องปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ ผิวหน้าแห้งกร้านขาดความชุ่มชื้น ผิวหน้าถูกทำลายโดยแสงอาทิตย์ หรือจะเป็นวัยผู้ใหญ่ ที่มีปัญหาเรื่องผิวหน้าหย่อนคล้อย มีริ้วรอยแห่งวัย ซึ่งเราจำเป็นต้องสำรวจตัวเองและระบุให้ได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นบนผิวหน้าเรานั้นมีอะไรบ้าง ต่อจากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการถัดไปค่ะ

2. ค้นหาครีมบำรุงผิวหน้าที่ตอบโจทย์ปัญหาผิว
ครีมบำรุงผิวหน้ามีมากมายหลายแบรนด์จนบางทีเราก็เลือกใช้ไม่ถูกว่าควรใช้ตัวไหน แต่มันจะง่ายดายขึ้นกว่าเดิมมากเมื่อเราทราบแล้วว่าเรากำลังมองหาครีมบำรุงผิวหน้าที่มีคุณสมบัติในการแก้ไขปัญหาผิวหน้าอะไรบ้าง ทั้งนี้เพราะทุกวันนี้ครีมบำรุงผิวหน้าได้พัฒนาไปสู่จุดที่สามารถแก้ไขปัญหาผิวหน้าได้หลายปัจจัยภายในครีมกระปุกเดียว เช่นว่า LANCÔME RÉNERGIE MULTI-LIFT ULTRA CREAM ครีมลังโคมลดริ้วรอยตัวนี้ ที่มีคุณสมบัติ ฟื้นฟูความหย่อนคล้อย เป็นทั้งครีมลดริ้วรอยและครีมลดจุดด่างดำในหนึ่งเดียว เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่กังวลกับปัญหาริ้วรอยร่องลึกและมีปัญหาจุดด่างดำบนใบหน้า เนื่องด้วยครีมลดจุดด่างดำตัวนี้จะช่วยให้ผิวกระจ่างใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว

3. พิจารณาส่วนผสมในครีมบำรุงผิวหน้า
ส่วนผสมในครีมบำรุงผิวหน้าก็เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่ต้องนำมาพินิจพิจารณาว่าครีมบำรุงผิวหน้าที่เราเลือก มีสรรพคุณตามที่โฆษณาไว้หรือไม่ เช่นว่าหากมีส่วนผสมของเรตินอลหรือคอลลาเจน ก็แสดงว่าสามารถช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นและเพิ่มความกระชับกลับสู่ผิวได้นั่นเอง หรือหากทราบว่าตัวเองแพ้สารประเภทใด จะได้หลีกเลี่ยงไม่ซื้อมาใช้

4. ใช้เทสเตอร์หรือซื้อขนาดเล็กมาลองใช้ก่อน
หากเรามีครีมบำรุงผิวหน้าในใจแล้ว อย่าลังเลที่จะเดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์เพื่อขอเทสเตอร์มาทดลองใช้ หรือซื้อขนาดที่เล็กที่สุดมาลองก่อน เนื่องด้วยเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆที่เราจะต้องทราบก่อนว่าเราสามารถใช้ครีมดังกล่าวได้โดยที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองใด ๆกับผิวหน้าของเรา

เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่
Website : https://www.lancome.co.th/th_TH/best-sellers/lancome-renergie-multi-lift-ultra-cream/TH-LAN-FG-0018.html

4


ขึ้นชื่อว่าอยู่ประเทศไทย ไม่ว่าจะฤดูไหนก็ร้อนชวนอ่อนใจไปทุกวัน สิ่งที่เกิดกับเราตามมาหลังจากปะทะกับมวลความร้อนในอากาศนั่นก็คือเหงื่อออก เหนอะหนะ และที่ฝันร้ายที่สุดคือหน้ามัน! ซึ่งหน้าของเราจะเยิ้มเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ถ้าให้มานั่งซับหน้าทั้งวันคงหมดกระดาษซับมันไปสามห่อได้ เพราะฉะนั้นแทนที่จะแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ให้รองพื้นบางเบาและคุมมันช่วยแก้ไขปัญหานี้ให้กับท่านดีกว่า วันนี้เราจะพาไปดูประโยชน์ของรองพื้นคุมมัน ว่าทำไมเรานั้นถึงควรใช้มันในทุกวันที่ออกจากบ้าน

1. ช่วยปกปิดรูขุมขน
รองพื้นคุมมันคือรองพื้นปกปิดรูขุมขนบนใบหน้า ถ้าเราเลือกรองพื้นที่คุณภาพดีอย่างรองพื้นลังโคม Teint Idole Ultra Wear Foundation เพียงแค่เกลี่ยลงไปบนผิวหน้าแบบบาง ๆ คุณก็จะพบว่ารองพื้นนี้ช่วยเสกให้รูขุมขนบนใบหน้าของคุณหายไปเหมือนไม่เคยมีมาก่อน จัดว่าช่วยปกปิดปัญหาบนใบหน้าของเราได้เรียบเนียนเลยทีเดียว

2. ช่วยให้หน้าใส ดูเรียบเนียน
แน่นอนว่าถ้าทารองพื้นปกปิดลงไปให้ทั่วใบหน้าแล้ว ทุกร่องรอยอันไม่พึงประสงค์ที่เราเห็นในกระจกก็จะถูกซ่อนไว้เบื้องหลังรองพื้นได้ในทันที ด้วยเหตุนั้นถึงใบหน้าเราจะมีสิว ใต้ตาหมองคล้ำ หรือสีผิวไม่สม่ำเสมอ ให้รองพื้นปกปิดดีช่วยชีวิต แล้วใบหน้าของคุณจะเปล่งประกายได้เช้าจรดเย็น

3. ช่วยดูดซับความมัน
และประโยชน์หลักของรองพื้นคุมมัน ก็คือความสามารถในการดูดซับความมันนั่นเอง ทุกวันนี้รองพื้นถูกพัฒนาด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า จึงมีส่วนช่วยในการยับยั้งการเกิดน้ำมันบนผิวได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ผิวของเรามีความมันที่ลดน้อยลงเมื่อใช้รองพื้นคุมมันนั่นเอง

4. ป้องกันผิวจากแสงแดด
นอกจากจะช่วยปกปิดสิว ทำให้ผิวหน้าดูเรียบเนียน และควบคุมความมันให้ใบหน้าเราด้วยแล้ว รองพื้นดี ๆ หลายตัวยังผสมสารกันแดดมาให้เราด้วย ซึ่งจะช่วยให้เราประหยัดเวลาและลดขั้นตอนในการแต่งหน้าไปอีกเยอะเลยล่ะ

5. เพิ่มความมั่นอกมั่นใจให้กับเรา
สุดท้ายนี้ ประโยชน์ที่รองพื้นคุมมันให้กับเราคือความมั่นใจที่จะออกไปใช้ชีวิตข้างนอกในทุก ๆ วันโดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาต่าง ๆ บนใบหน้า และไม่ต้องกลัวว่าหน้าจะเยิ้มระหว่างวัน เพราะว่าแค่ทารองพื้นลงไป บวกกับแต่งเติมเครื่องสำอางอีกไม่กี่อย่าง ก็สวยได้ในทันที

โล่งใจเรื่องหน้าเยิ้มระหว่างวัน สู้แสงอาทิตย์ได้อย่างมั่นอกมั่นใจ ให้รองพื้นคุมมันเป็นตัวช่วยในทุก ๆ วัน ทีนี้หน้าร้อนจะไปท่องเที่ยวที่ไหนก็สู้แสงอาทิตย์สู้กล้องได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องหวาดกลัวหน้าเยิ้มแล้ว

ติดต่อสอบถามได้ที่
Website : https://www.lancome.co.th/th_TH/best-sellers/teint-idole-ultra-wear-foundation/00005-LAC.html

5


ลองใช้อายครีมมาก็นานแล้ว นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอก็แล้ว แต่ทำไมรู้สึกว่าไม่ค่อยเห็นผลเลยนะ ใต้ตายังมีสีคล้ำ ถุงใต้ตาก็เริ่มหย่อนคล้อยไปอีก จนหลายท่านถอดใจจะไปฉีดฟิลเลอร์ใต้ตากันแล้ว แต่ก่อนที่จะไปถึงขั้นจิ้มเข็มให้เจ็บตัวกัน ลองกลับมาดูวิธีใช้ครีมลดริ้วรอยใต้ตาของเรากันก่อนดีกว่า ว่าเราใช้มันอย่างเต็มประสิทธิภาพกันแล้วหรือยัง? ในครั้งนี้เรามี 5 วิธีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของอายครีมมาฝาก รับรองว่าถ้าทำตามนี้ ใต้ตาของคุณจะดีขึ้นอย่างแน่นอน!

1. ทาอายครีมก่อนเป็นอย่างแรก
นี่คือวิธีที่ง่ายดายที่สุดที่จะเพิ่มประสิทธิภาพให้อายครีมของท่าน ซึ่งเป็นข้อที่หลายคนมองข้ามไป ที่เราควรทาครีมบำรุงใต้ตาก่อนจะทาครีมตัวอื่นนั่นก็เพราะถ้าทาอย่างอื่นรองไว้ก่อน อายครีมจะซึมลงไปไม่ถึงบริเวณใต้ดวงตา ซึ่งทำให้ครีมลดริ้วรอยใต้ตาของคุณแสดงประสิทธิภาพได้ไม่ดีเท่าที่ควรนั่นเอง

2. บีบใช้เท่าเมล็ดถั่วเขียวก็เพียงพอ
ข้อนี้หลาย ๆ คนอาจทำพลาดบ่อย เนื่องด้วยทาอายครีมไปแล้วไม่เห็นผล ก็เลยโบกลงไปหนักมาก ๆ แต่ที่จริงแล้วโบกหนาไปก็เปลืองเปล่า ๆ เนื่องด้วยบริเวณใต้ดวงตาจะรับสารได้จำกัด ดังนั้นบีบเท่าเมล็ดถั่วเขียวก็เพียงพอแล้วจ้า

3. ทา 3 จุดใต้ดวงตา
การป้ายครีมจุดเดียวแล้วเกลี่ยไปให้ทั่ว แท้จริงแล้วอาจทำให้ครีมบำรุงผิวรอบดวงตากระจายลงไปไม่ทั่วบริเวณ ให้ลองทา 3 จุดใต้ดวงตา ไล่มาตั้งแต่หัวตา กึ่งกลางตา และหางตา เพื่อให้ครีมบำรุงผิวรอบดวงตาซึมลงไปได้ทั่วถึงนั่นเอง

4. ใช้นิ้วนางข้างที่ไม่ถนัดในการเกลี่ยอายครีม
ทั้งนี้เพราะจะได้แรงกดที่เบาที่สุด เหมาะกับพื้นผิวบริเวณที่บอบบางอย่างบริเวณใต้ดวงตา เกลี่ยเบา ๆ จากหัวตาไปยังหางตา แตะถี่ ๆ ให้อายครีมซึมลงไป เพียงเท่านี้อายครีมก็จะซึมลงไปง่ายขึ้น และแสดงประสิทธิภาพได้ดีกว่าเดิมแล้วล่ะ

5. ไม่ทาชิดขอบตามากเกินไป
ทั้งนี้เพราะหากทาอายครีมก่อนนอนแล้วทาชิดขอบตาจนเกินไป อาจทำให้ครีมซึมเข้าไปบริเวณดวงตา เกิดเป็นอาการแสบ หรืออาจทำให้ถุงใต้ตาบวมได้ แทนที่จะเกิดประโยชน์กลับเป็นโทษมากกว่า ดังนั้นให้ทาอายครีมแบบเว้นระยะจากดวงตาสักหน่อยเพื่อความปลอดภัยจ้า

เนื่องจากบริเวณใต้ดวงตาเป็นพื้นที่ที่บอบบางมาก ทำให้การทาครีมลดริ้วรอยใต้ตาต้องทำอย่างเบามือที่สุด และถนอมเป็นพิเศษ และต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพอย่างอายครีมลังโคม เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการบำรุงผิวรอบดวงตา หากทำตามวิธีเหล่านี้และใช้ครีมที่มีประสิทธิภาพแล้วการันตีได้เลยว่าดวงตาของคุณ ๆจะกลับมาใสปิ๊ง ลดเลือนริ้วรอยและความหมองคล้ำได้ดีขึ้นกว่าที่เคยแน่นอนค่ะ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.lancome.co.th/th_TH/skincare-special-offers/genifique-eye-cream/00372-LAC.html  

6


เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าครีมบำรุงผิวหน้าถูกรังสรรค์ขึ้นมาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ใบหน้าของเราเป็นหลัก และเรามักจะมองหาสรรพคุณเสริมอื่น ๆ ตามความต้องการของเรา อาทิเช่น ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่ช่วยเรื่องความกระจ่างใส หรือช่วยเรื่องปกป้องใบหน้าเราจากแสงอาทิตย์ แต่จริง ๆ พื้นฐานของครีมบำรุงผิวหน้ายังมีประโยชน์อื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่อีกมากมาย จะมีประโยชน์อะไรบ้าง ในครั้งนี้เราจะยกตัวอย่างมาให้อ่านกันค่ะ

1. ช่วยผลัดเซลล์ผิว
การผลัดเซลล์ผิว คือการที่เซลล์ผิวชั้นนอกที่ตายแล้วจะถูกผลัดออกไป และผิวใหม่จะเผยขึ้นมาทดแทน ซึ่งปกติในช่วงอายุตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงวัยรุ่น ผิวหนังของคนเราจะมีการผลัดเซลล์ผิวอยู่แล้ว การผลัดเซลล์ผิวจะทำให้ผิวหน้ากระจ่างใส และช่วยชะลอไม่ให้ผิวหน้าของเราเกิดริ้วรอยก่อนวัย แต่เมื่ออายุของคนเรามากขึ้น ความสามารถและประสิทธิภาพการแบ่งตัวของเซลล์จะลดน้อยลง เซลล์เก่าที่ตายแล้วจึงไม่หลุดลอกออกไปง่าย ๆ ซึ่งมันจะเกาะรวมกันและไม่ยอมให้เซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน เป็นเหตุให้ผิวหน้าดูหมองคล้ำ เกิดเป็นสิวอุดตันและปัญหาผิวต่าง ๆ ที่ตามมา โลชั่นบำรุงผิวหน้าหรือครีมลดริ้วรอยต่าง ๆ จึงเกิดมาเพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิวให้กับเรานั่นเอง

2. ปกป้องใบหน้าจากสิ่งสกปรก
แน่นอนว่าเราไม่ควรปล่อยให้ใบหน้าของเราเผชิญกับมลภาวะและแสงแดดโดยตรง ทุกวันนี้เราต้องประสบพบเจอกับสิ่งสกปรกมาก ๆ แถมยังไม่สามารถล้างหน้าได้บ่อยตลอดทั้งวัน ครีมบำรุงผิวหน้าจึงเป็นตัวช่วยที่ดีที่จะเคลือบผิวหน้าเราไม่ให้สัมผัสกับสิ่งสกปรกจากภายนอกได้โดยตรง

3. บำบัดผิว
ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่ดีส่วนใหญ่จะช่วยบำบัดผิวไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทั้งอาจช่วยทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้น บำรุงให้ผิวหน้าเรียบเนียน แข็งแรง หรือจะเป็นครีมลดริ้วรอยที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร ครีมที่ช่วยควบคุมความมัน สามารถป้องกันสิวได้ หรือช่วยกระชับรูขมขนให้ดูเล็กลง เหล่านี้คือคุณสมบัติที่ช่วยบำบัดผิวหน้าให้เราไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งเป็นวิธีการถนอมผิวหน้าที่เห็นผลได้ง่าย รวดเร็ว และปลอดภัย แต่ต้องเลือกโลชั่นบำรุงผิวหน้าที่มีคุณภาพดีและเชื่อถือได้ด้วยนะ

4. ลดปัญหาผิวหน้า
สุดท้ายนี้ ครีมบำรุงผิวหน้า เกิดมาเพื่อลดปัญหาบนใบหน้าที่กวนใจเรา เรียกได้ว่าช่วยแบ่งเบาภาระให้ผิวหน้าเราเลยทีเดียว แค่เพียงเราเลือกใช้ครีมบำรุงผิวหน้าที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวของเรา และใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การใช้ครีมลดริ้วรอยเมื่ออายุมากขึ้น และถ้าบำรุงผิวหน้าด้วยโลชั่นเป็นประจำก็ไม่ต้องกังวลกับปัญหาผิวหน้าแล้วล่ะ

ทั้งนี้หากยังไม่มีครีมบำรุงผิวที่ขาดไม่ได้ อย่าลืมเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Lancome Absolue ครีมลังโคมลดริ้วรอย ที่มีส่วนผสมล้ำค่าอย่าง Grand Rose Extract มาพร้อมกับประสบการณ์การดูแลผิวขั้นสูงสุด ช่วยฟื้นฟูบำรุงผิวให้ดูอ่อนเยาว์ ลดเลือนริ้วรอยลึก พร้อมเผยผิวดูเปล่งปลั่งกระจ่างใสดูสุขภาพดี

ทราบอย่างนี้แล้ว หลังตื่นนอนตอนเช้าและก่อนนอนในตอนกลางคืน ไม่ควรลืมทาครีมบำรุงผิวหน้ากันนะ เพื่อที่ใบหน้าของเราจะได้แข็งแรง ลดริ้วรอยแห่งวัย และกระจ่างใสไปนาน ๆ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Website : https://www.lancome.co.th/th_TH/skincare/by-range/absolue/

7


เป็นกันไหม ในเวลานอนดึกตื่นเช้าทีไร ใต้ตาต้องดำคล้ำ แถมหน้าก็ดูโทรมซะเหลือเกิน จะเอาเครื่องสำอางกลบอย่างไรก็เอาไม่อยู่แล้ว ถ้าต้องการตื่นนอนมาแบบหน้าปังล่ะก็ ลองมาโกงเวลานอนกันด้วยเซรั่มกลางคืนกันดีกว่า และยิ่งถ้าใช้อย่างถูกวิธีก็ยิ่งดูเหมือนคนนอนครบ 8 ช.ม.ทุกวันเลยนะ ในคราวนี้เราจะพามาดูเคล็ดลับการใช้เซรั่มกลางคืนอย่างไรให้ปังสุด ๆ กัน!

1. ล้างหน้าให้สะอาดที่สุดก่อนลงเซรั่มบูสต์ผิว
เนื่องจากหากล้างหน้าไม่สะอาด สิ่งสกปรกที่หลบซ่อนอยู่ตามรูขุมขนจะเป็นตัวสกัดกั้นไม่ให้เซรั่มที่เรานั้นเพิ่งทาลงไปนั้นซึมซาบสู่ผิวได้โดยสวัสดิภาพ มีผลให้เซรั่มแสดงประสิทธิภาพบนผิวหน้าของเราได้ไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นเพื่อเปิดทางให้เซรั่มได้ทำหน้าที่ปรนนิบัติผิวหน้าของเรา ก็ต้องเริ่มจากการทำความสะอาดหน้าให้สะอาดทุกที่ก่อน ต่อจากนั้นเราจะพบว่าเซรั่มบูสต์ผิวของเราทำหน้าที่ได้ดีขึ้นมากเลยทีเดียว

2. ทาเซรั่มบูสต์ผิวในขณะที่ผิวหน้ายังชุ่มชื้น
เนื่องด้วยผิวที่ชุ่มชื้นจะทำให้เซรั่มนั้นซึมผ่านได้ง่ายกว่าผิวแห้งเป็น 10 เท่า สาเหตุก็คือเซรั่มนั้นมีส่วนผสมหลักคือน้ำ เมื่อน้ำเจอผิวหน้าที่ชื้นก็ย่อมกระจายตัวได้ดีกว่าบนผิวหน้าที่แห้งอยู่แล้ว ด้วยเหตุนั้นช่วงเวลาที่เหมาะจะลงเซรั่มกลางคืนก็คือหลังจากล้างหน้าให้สะอาด หรือหลังเช็ดผิวหน้าด้วยโทนเนอร์นั่นเอง

3. ใช้น้อย เห็นผลมาก
โยนความคิดที่ว่าใช้เซรั่มกลางคืนมาก ๆก็จะเห็นผลมากออกไปก่อน เนื่องด้วยเซรั่มบูสต์ผิวทุกหยดมีสารบำรุงผิวในระดับเข้มข้นอยู่แล้ว เราจึงควรใช้เพียง 2-3 หยดก็เพียงพอ ยิ่งทามากไปนอกจากผลดีจะไม่เป็นที่ปรากฏแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนคือการหมดเปลืองโดยใช่เหตุและเซรั่มก็จะหมดอย่างรวดเร็ว ต้องสั่งซื้อใหม่วนไป

4. หลีกเลี่ยงเซรั่มที่มีส่วนผสมของสีสังเคราะห์และน้ำหอม
ข้อนี้คือสิ่งที่ต้องจดไว้ก่อนซื้อเซรั่มกลางคืนมาใช้ ด้วยเหตุว่าในเมื่อเป็นสิ่งที่ผิวหน้าเราจะต้องสัมผัสกับมันโดยตรงแล้ว เราจึงควรเลือกเซรั่มที่อุดมไปด้วยสารบำรุงผิว มากกว่าจะอุดมไปด้วยสีสันหรือกลิ่นหอม ๆ ที่ไม่ได้ส่งผลประโยชน์ใด ๆ ต่อผิวหน้าเราเลย

5. ทาเซรั่มแล้วทิ้งไว้สักพัก ต่อไปจึงค่อยทาครีมอื่นทับลงไป เปรียบเหมือนการต่อคิว เมื่อเซรั่มกลางคืนถึงคิวที่จะถูกทาลงบนใบหน้าของเราแล้ว เราก็ควรรอให้เค้าซึมซาบและแสดงประสิทธิภาพสูงสุดให้เสร็จก่อนสัก 5 นาที ต่อจากนั้นจึงค่อยทาครีมตัวถัดไปจ้า

เชื่อเถอะว่าแค่เพิ่มเทคนิคการทาเซรั่มกลางคืนสักนิด เซรั่มบูสต์ผิวก็จะสามารถเข้าไปปรนนิบัติผิวของเราในยามค่ำคืนได้เต็มประสิทธิภาพแล้ว ใบหน้าในยามตื่นนอนตอนเช้าของเราก็จะดูสุขภาพดีและสดใสขึ้นอีกเป็นกองอย่างแน่นอนค่ะ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.lancome.co.th/th_TH/serums/advanced-genifique-sensitive/00003-LAC.html

8


ใคร ๆ ก็คงปรารถนาให้ห้องน้ำของตัวเองสะอาดกันอยู่แล้ว แต่ถึงจะต้องการอย่างนั้นบางบ้านก็อาจมีคราบ มีร่องรอยสิ่งสกปรกตกค้างอยู่ เช่นนี้ก็คงแอบกังวลไม่น้อย จึงไม่ต้องการให้คุณ ๆต้องทนอยู่เช่นนั้นอีกต่อไป ขอเผยวิธีล้างห้องน้ำด้วยน้ำยาล้างห้องน้ำและน้ำยาช่วยขจัดคราบ ประกันความสะอาดเอี่ยม ประทับใจทุกคน ปลอดภัย ไร้กังวลกับสิ่งสกปรกแน่นอน

น้ำยาล้างห้องน้ำกับวิธีการทำความสะอาดที่ถูกต้อง
1. ต้องเลือกน้ำยาช่วยล้างห้องน้ำให้เหมาะ
วัสดุหลักที่หลายบ้านต้องใช้ปูพื้นห้องน้ำก็คือกระเบื้อง เมื่อเวลาผ่านไปการใช้งานมากขึ้น โดนน้ำบ่อย ๆ เกิดร่องรอยความสกปรก ก็ต้องมีร่องรอยคราบฝังลึกต่าง ๆ จากยาสระผม คราบสบู่ หรือคราบตะกรัน เชื้อรา ปัจจุบันนี้มียี่ห้อน้ำยาที่ช่วยล้างมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือน้ำยาล้างห้องน้ำเป็ด ที่พร้อมขจัดคราบ ขจัดสิ่งสกปรกต่าง ๆ ให้หลุดออกไปเพราะว่ามีส่วนผสมของกรดเกลือ หรือ hydrochloric acid แถมช่วยฆ่าเชื้อโรค และป้องกันพื้นลื่นอีกด้วย

2. อ่างล้างหน้าก็ต้องล้างนะ
นอกจากพื้นห้องน้ำแล้ว ก็ไม่ควรพลาดเรื่องของอ่างล้างหน้าด้วย เหตุเพราะถือเป็นแหล่งที่ต้องโดนน้ำมาก ผ่านการชำระล้างสิ่งต่าง ๆ บ่อยครั้ง การปล่อยทิ้งไว้จะยิ่งทำให้เกิดรอยสกปรกมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นคราบหมองมองเห็นได้ไม่ชัดเจน จึงต้องไม่ลืมทำความสะอาด

3. ผนังห้องน้ำก็ต้องทำความสะอาดเช่นกัน
ในส่วนของห้องน้ำที่เป็นกระเบื้อง จำเป็นต้องล้างด้วยน้ำยาช่วยล้างห้องน้ำ รวมถึงน้ำยาขจัดคราบ เพื่อลดปัญหาคราบฝังลึกที่เกิดจากคราบไขมันผม สบู่ ยาสระผม ฯลฯ แม้ไม่มากเท่ากับพื้นแต่ก็มักจะเกิดคราบเชื้อราสะสมจากการโดนน้ำได้เช่นกัน โดยการเช็ดอาจต้องใช้อุปกรณ์เสริมอย่าง ฟองน้ำ ผ้า หรือแปรงแบบแข็งที่จะช่วยรักษาพื้นผิวไว้คงอยู่

4. ตัวช่วยล้างชักโครก หรือส้วม
ชักโครก หรือโถส้วมค่อนข้างสำคัญมาก ต้องล้างทำความสะอาดภายในให้ดีที่สุด ด้วยเหตุว่ามีคราบสกปรกที่มาจากสิ่งปฏิกูล เชื้อโรค แร่ธาตุ และกลิ่น ควรใช้น้ำยาของโถสุขภัณฑ์โดยตรง หรือถ้าคราบเยอะ ๆ ก็ควรใช้น้ำยาช่วยขจัดคราบด้วย เพื่อการออกฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพ ไม่ทำร้ายผิวสุขภัณฑ์มากเกินไป

น้ำยาสำหรับล้างห้องน้ำนับเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยขจัดสิ่งสกปรก คราบฝังลึกต่าง ๆ ที่มีตามห้องน้ำให้ออกไปได้ด้วยดี ทั้งนี้ หลาย ๆ คนอาจเลือกใช้ผงซักฟอกมาล้าง แต่จริงแล้วการเลือกใช้ผงซักฟอกค่อนข้างล้างเอาออกยากมาก ล้างพื้นกระเบื้องก็ยิ่งทำให้ลื่น กรณีที่ผนังเป็นปูนก็ทำให้เกิดคราบแป้ง หรือฟอสเฟตที่ตกค้างอยู่ก็เป็นได้ จึงอยากแนะนำให้ใช้สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประโยชน์ด้านนี้โดยเฉพาะจะเหมาะสมและดีที่สุด

ดูสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
Official Website : https://www.homepro.co.th/c/HHP0610

9


ด้วยสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 หรือโควิด – 19 ทำให้หลายท่านต้องการใช้ตัวช่วยปรับบรรยากาศด้วยเครื่องฟอกอากาศคุณภาพสูง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัย และหากใครที่มีแผนจะเลือกซื้ออยู่อยากให้ลองมาทำความเข้าใจรายละเอียดต่อไปนี้ดู ต่อจากนั้นค่อยเปรียบเทียบกันชัด ๆ ว่าจะเลือกแบรนด์ไหนใช้งานที่ดีที่สุด เพื่อให้การเลือกซื้อเลือกหาตกลงใจซื้อง่ายมากขึ้น ได้ของดีมีคุณภาพตามคาดหวัง
พาไปชมเครื่องฟอกอากาศ ยี่ห้อไหน โดนใจใช่เลย
1. Sharp FP-J30TA-B
ต้องบอกสรรพคุณของเครื่องฟอกอากาศ Sharp รุ่น FP-J30TA-B 23 ตารางเมตร ,uเทคโนโลยีทรงพลัง Plasma Cluster Ion ปล่อยพลังบวกและลบได้อย่างดีที่สุด สามารถจัดการกับเชื้อไข้หวัดนก H5N1 เชื้อแบคทีเรีย และฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ การทำงานเงียบมาก ตั้งเวลาไว้ได้ 4 ชม. หรือ 8 ชม. มี HEPA Filter แบบกรองฝุ่นได้ อายุการทำงานประมาณ 2 ปี เก็บฝุ่นละอองต่าง ๆ ได้เร็วทันใจ มีไฟสัญลักษณ์แจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนไส้กรอง

2. Philips AC0820/20
มาต่อกันที่เครื่องฟอกอากาศ Philips รุ่น AC0820/20 49 ตารางเมตร กันบ้าง โดยจะมีความสามารถในการดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็ก ไปจนถึงขนาดใหญ่ ทั้งแบบเห็นและไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่าก็หายห่วง สามารถดักจับฝุ่นละอองขนาด 0.003 ไมครอนได้ ซึ่งเล็กยิ่งกว่าฝุ่น PM 2.5 เสียอีก มีหน้าจอแสดงผลเพื่อบอกสภาพอากาศ หรือสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ เหมาะกับการวางไว้ในพื้นที่ 532 ตารางฟุต มีระบบหมุนเวียนอากาศแบบ 3 มิติ ใช้เวลา 16 นาทีก็สามารถฟอกอากาศให้ห้องที่มีขนาด 20 ตร.ม. ได้แล้ว

3. Xiaomi XMI-FJY4031GL(3H)
ตบท้ายกันที่เครื่องฟอกอากาศ Xiaomi รุ่น XMI-FJY4031GL(3H) 45 ตารางเมตร ด้วยความสามารถในการฟอกอากาศที่บริสุทธิ์ได้ 400 ลูกบาศก์เมตร / ชั่วโมง มีความแม่นยำสูงแบบเซนเซอร์ Micro-scale Particle Laser มีแรงดันไฟฟ้า 100 – 240 โวลต์ พื้นที่ใช้งาน 45 ตารางเมตร สามารถเชื่อมต่อด้วยแอพ Mi Home ได้ พร้อมระบบเสียงควบคุมอัจฉริยะ AI จอสัมผัสเป็นแบบ OLED Touch Display ที่สำคัญเซนเซอร์เป็นแบบ Micro-scale Particle Laser ที่มีความแม่นยำสูงมาก ไวต่อคุณภาพอากาศชนิดที่เป็นแบบ Real-time กันเลยทีเดียว

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจุบันเครื่องฟอกอากาศค่อนข้างได้รับความสนใจจากผู้คนอย่างยิ่ง แต่ละรุ่น แต่ละแบรนด์ที่รีวิวมานี้ก็มีความน่าสนใจแตกต่างกันออกไป เอาเป็นว่าเลือกในแบบที่พอเหมาะตอบโจทย์การใช้งานของตนเองมากที่สุดจะดีกว่า ข้อสำคัญต้องทำความเข้าใจคู่มือการใช้งานก่อนด้วย และระวังวิธีใช้แบบผิด ๆ อย่างเช่น ไม่ควรดึงหรือบิดสายไฟ ไม่ควรวางใกล้พื้นที่ที่อับชื้น อาทิ ในห้องน้ำ หรือหน้าห้องน้ำ ไม่ควรวางใกล้กับวัตถุไวไฟต่าง ๆ ไม่ควรวางเครื่องลักษณะเอียง หรือทางลาดชันเนื่องจากจะเสี่ยงร่วงตกลงมาได้ เท่านี้รับรองอากาศในบ้านของท่านจะดีขึ้นอย่างแน่นอน

แวะชมสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.homepro.co.th/c/APP02

10


ท่านใดที่อยากหาซื้อทีวีไปดูเพลิน ๆ สร้างความบันเทิงชนิดที่สีสวย ภาพคมชัด แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะเลือกซื้อยี่ห้อไหน อันที่จริงทุกวันนี้ต้องยอมรับว่ามีผู้ผลิตที่พยายามพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ควรค่าต่อการซื้อติดบ้านไว้ไม่แพ้กัน บทความนี้จะขอรีวิวให้เห็นกันชัด ๆ 4 แบรนด์ไปเลย ซึ่งจะมีรายละเอียดเป็นอย่างไร ขอเชิญทุกท่านตามไปดูพร้อม ๆ กันดีกว่า อย่าพลาดเด็ดขาด

รีวิว 4 ทีวี ยี่ห้อไหนดี ควรค่ากับการใช้งาน
1. Samsung (4K, QLED, Smart TV, 2021) QA55Q65AA ABKXXT

พูดเลยว่าทีวี Samsung รุ่น (4K, QLED, Smart TV, 2021) QA55Q65AA ABKXXT หน้าจอ 55 นิ้ว ภาพมีความคมชัดระดับ 4K กำหนดความละเอียดที่ 3,840 x 2,160 พิกเซล ผ่านชิพประมวลผลแบบ Quantum Processor Lite 4K ออกแบบมาได้ค่อนข้างบางเฉียบ สามารถจัดวางหรือนำไปตกแต่งไว้หลายพื้นที่ สีสดสวยงาม เสมือนอยู่ตรงหน้าจริง ๆ ด้วยเทคโนโลยี Quantum Dot ร่วมด้วยเทคโนโลยี Dual LED ปรับโทนสีเข้ากับอารมณ์ของคอนเทนต์ ยิ่งไปกว่านี้ยัง สามารถสั่งการด้วยเสียงภาษาไทยผ่านรีโมตบนแพลตฟอร์ม YouTube ได้ มี Solar Cell Remote ช่วยให้ใช้งานได้ง่ายและสะดวกขึ้น

2. LG (4K, Smart, Magic Remote) 43UP7750PTB
มาต่อกันที่ทีวี LG รุ่น (4K, Smart, Magic Remote) 43UP7750PTB หน้าจอขนาด 43 นิ้ว ที่มีความละเอียดภาพสวยคมชัดระดับ 4K แบบ Real 4K มี Active HDR มีทั้งชนิด HLG และ HDR 10 Pro รองรับการทำงานด้วยเสียง ด้วย AI สมาร์ททีวี ใช้ Apple Airplay 2 ที่สามารถแชร์คอนเทนต์จากระบบ IOS เข้าจอทีวีได้ง่าย ๆ ระบบแบบ Magic Remote ใช้งานได้เสมือนเม้าส์ไร้สาย สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น พลังเสียง 20 วัตต์ พร้อมระบบเสียง 2.0 Ch

3. Sharp (4K, Android) 4T-C60CK1X
มาต่อกันที่ทีวี Sharp รุ่น  (4K, Android) 4T-C60CK1X หน้าจอ 60 นิ้ว ที่มีหลอดภาพการทำงานแบบ LED Blacklight หน้าจอกว้าง 60 นิ้ว กับความละเอียดระดับ 4K Ultra HD รับชมความสนุกสนานได้ด้วย Smart TV ที่รองรับการใช้งานของ YouTube, Netflix และ Google Play ที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ผ่าน Bluetooth มีช่อง USB ให้ รับชมไฟล์ภาพยนตร์ ภาพต่าง ๆ หรือเพลงได้ด้วย ตัวรับสัญญาณแบบดิจิตอลในตัว ช่องต่อ HDMI รับการเชื่อมต่อภาพและเสียงให้บันเทิงยิ่งกว่าเดิม

4. TCL (Full HD) 40D3000
ปิดท้ายกันที่ TCL รุ่น (Full HD) 40D3000 หน้าจอ 40 นิ้ว ที่มีภาพระดับ FHD ความละเอียด 1,920 x 1,080p เป็นแบบ USB 2.0 ที่พร้อมเพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการส่งภาพสูงด้วยระบบ  HDMI 1.4 พร้อมสนุกไปกับเครื่องข่าย Wi-Fi 2.4 G สามารถร่วมพักผ่อนกันได้ทั้งบ้านแบบเพลิน ๆ

อย่างไรก็ดี หากท่านสามารถเลือกทีวีได้แล้ว ต้องระมัดระวังการเคลื่อนย้ายให้มาก และเพื่อป้องกันความเสียหาย ไม่ควรวางในพื้นที่ที่มีความชื้นสูง มีฝุ่นหนา เมื่อพบว่ามีปัญหา ชำรุด ควรรีบหยุดการใช้งานทีวีทันที และติดต่อช่างผู้ชำนาญมาตรวจสอบทันที

เข้าชมเว็บไซต์ได้ที่
Website : https://www.homepro.co.th/c/TVA07

11


ก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้ออะไรมาใช้งานคงต้องอยากได้คำยืนยันจากผู้เคยใช้งานมาก่อน เพื่อสร้างความมั่นอกมั่นใจ ซื้อมาแล้วจะไม่ทำให้ผิดหวัง ถ้าหากท่านใดต้องการซื้อเครื่องดูดฝุ่นเพื่อใช้งานในบ้าน ออฟฟิศของตนเองสักเครื่องแต่ไม่รู้จะเลือกซื้อแบรนด์ไหนดี เอาเป็นว่าจะขอรีวิว 3 ยี่ห้อเด็ดให้รู้จักกันแบบเจาะลึกไปเลย เชื่อว่าจะช่วยให้การตัดสินใจง่ายกว่าเดิมหลายเท่า

รีวิว 3 เครื่องดูดฝุ่น ยี่ห้อไหนดี ใช้งานคุ้มค่าสุด ๆ
1. Electrolux Z1221 1600 วัตต์
เริ่มต้นกันที่เครื่องดูดฝุ่น Electrolux รุ่น Z1221 1600 วัตต์ สีชมพู ที่จะเป็นแบบบรรจุเก็บฝุ่นด้วยถุงได้ 1 ลิตร ใช้กำลังไฟอยู่ที่ 220 – 240 โวลต์ กำลังมอเตอร์อยู่ที่ 1,600 วัตต์ ความยาวสายไฟ 4.5 เมตร ท่อดูดฝุ่นเป็นแบบอะลูมิเนียม 2 ชั้น สามารถปรับแรงดูดได้ มีตัวกรองแบบไมโครฟิลเตอร์ ใช้แผ่นกรองแบบคาร์บอนด้วย เวลาที่ฝุ่นเต็มแล้วก็จะมีสัญญาณเตือนดังเตือน ล้อยางสามารถกันรอยได้ ท่อพักดูดฝุ่นเป็นแบบ 2 ตำแหน่ง เหมาะสำหรับการใช้งานดูดฝุ่นภายในบ้านอย่างที่สุด

2. Dyson SV10Kv8 SLIM FLUFFY+
เผื่อท่านใดไม่ชอบแบบถุง ลองมาดูเครื่องดูดฝุ่น Dyson รุ่น SV10Kv8 SLIM FLUFFY+ กันหน่อย โดยจะเป็นแบบระบบไซโคลน 2 ชั้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูด หัวดูดปากแบบแคบมีไฟ สามารถมองเห็นฝุ่นในที่มืดได้เป็นอย่างดี อีกทั้งหัวดูดยังมีลักษณะเป็นลูกกลิ้งนุ่ม มีความเล็กและบาง มอเตอร์เป็นแบบระบบดิจิทัล V8 พร้อมแรงดูดที่ 19.5 แอร์ วัตต์ มีระบบ HEPA ฟิลเตอร์อยู่ด้านท้ายเครื่อง สามารถดักจับฝุ่นสารได้หมด แบตเตอรี่เป็นแบบลิเธียม ระยะเวลาการชาร์ตอยู่ที่ 5 ชม. มีกล่องเก็บฝุ่นขนาด 0.45 ลิตร และความดังของเสียงเมื่อเปิดใช้งานนั้นเพียง 82 เดซิเบล

3. Xiaomi XMI-SKV4060GL
ตบท้ายกันที่เครื่องดูดฝุ่น Xiaomi รุ่น XMI-SKV4060GL ที่สามารถทำความสะอาดบ้านได้อย่างหมดจด ด้วยระบบกรองที่มีให้ 5 ชั้น สามารถถอดล้างทำความสำอาดได้ทันที แรงดูด 23,000 Pa ปริมาณอากาศใช้ได้ถึง 1,100 ลิตรต่อนาที มีมอเตอร์แบบ Brushless DC ที่ความเร็วสูง หมุนได้ 1 แสนรอบต่อ 60 วินาที และแรงดูดสูงสุดอยู่ที่ 90 AW แบตเตอรี่ความจุ 2,500 mAh ใช้เวลาการชาร์จเพียงแค่ 2.5 ชั่วโมง ถังสามารถเก็บสิ่งสกปรกได้ ไม่ต้องจับ ทำงานต่อเนื่องต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ที่ 30 นาที ทำความสะอาดได้ 160 ตารางเมตร

เครื่องดูดฝุ่นแต่ละแบรนด์ย่อมมีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป ทั้งแบบถุง แบบด้ามจับ แบบมีเครื่องเก็บเล็กน้อย ซึ่งหากใครชอบแบบไหนก็สามารถเลือกซื้อมาใช้งานได้ แต่กระนั้นก็ควรระแวดระวังเรื่องการใช้งานบ้าง เช่น ห้ามใช้ดูดกับของเหลวทุกชนิดที่ติดไฟ หรือที่ทำให้เกิดไฟไหม้ง่าย ไม่ควรใช้กับอุปกรณ์ที่มีกำลังไฟเท่ากัน ไม่ควรใช้งานโดยเครื่องอยู่ขั้นบันไดเหนือตัวผู้ใช้งาน เก็บให้พ้นมือเด็กโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่กำลังใช้งานเครื่อง เป็นต้น

ดูสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
Official Website : https://www.homepro.co.th/c/APP12

12
อากาศร้อนแบบนี้เห็นที่พัดลมปกติอาจจะเอาไม่อยู่ เพราะฉะนั้นพัดลมไอเย็นหรือพัดลมไอน้ำที่มอบสายลมเย็นฉ่ำมากกว่าพัดลมปกติจึงเป็นอีกตัวเลือกที่หลายคนเลือกใช้เพื่อคลายความร้อน หากใครกำลังมองหาพัดลมไอเย็นไว้ใช้งานกัน ในครั้งนี้เราก็มีรีวิวพัดลมไอเย็น hatari ราคากำลังดีมาให้พิจารณากันถึง 3 รุ่นเลยทีเดียว

1. พัดลมไอเย็น HATARI AC Pro สีขาว (ราคาจำหน่าย 3,998 บาท)


พัดลมไอเย็นที่มาพร้อมคุณสมบัติปรับแรงลมได้ถึง 5 ระดับ เพิ่มพลังลมเย็นด้วยระบบ COOL พร้อมให้ลมเย็นทันใจด้วยแผ่นกระจายน้ำขนาดใหญ่ที่ผลิตจากเยื่อไม้คุณภาพสูงเคลือบสารเทฟลอน มีหน้าจอสำหรับแสดงอุณหภูมิในขณะที่ใช้งาน โดยสามารถปรับแสงสว่างได้ถึง 3 ระดับและเปลี่ยนสีไฟได้ทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีขาว สีน้ำเงิน สีชมพู และสีเขียว สามารถตั้งเวลาเปิดปิดอัตโนมัติได้นานสูงสุดถึง 8 ช.ม. มีระบบไฟเตือนให้เติมน้ำเมื่อระดับน้ำในถังต่ำกว่ากำหนด โดยสามารถบรรจุน้ำได้ถึง 12 ลิตร มั่นอกมั่นใจได้ถึงคุณภาพด้วยมาตรฐานระดับโลก ISO 9001 และมาตรฐาน มอก.934-2558 ปลอดภัยมั่นใจด้วยระบบ ELCB และระบบตัดไฟอัตโนมัติ THERMAL FUSE ที่จะทำการตัดกระแสไฟทันทีถ้าหากมีกระแสไฟฟ้ารั่วเกิดขึ้น และมอบการใช้งานที่ทนทานยิ่งกว่าด้วยระบบรองลื่นบอล แบริง มอเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง

2. พัดลมไอเย็น HATARI AC TURBO1 32 ลิตร สีขาว (ราคา 4,998 บาท)


พัดลมไอเย็นที่มาพร้อมคุณสมบัติการเพิ่มพลังลมเย็นด้วยระบบ COOL มาพร้อมระบบลดความชื้นสะสมที่ตัวเครื่องไอโอไนเซอร์ ที่ปล่อยประจุไอออนลบเพื่อดักจับฝุ่นละอองในอากาศ มอบสายลมที่เย็นสบายไร้กลิ่นอับ สามารถปรับแรงลมได้มากถึง 5 ระดับ ควบคุมการทำงานด้วยระบบสัมผัสและรีโมทคอนโทรล สามารถตั้งเวลาเปิด ปิดอัตโนมัติได้นานสูงสุดถึง 8 ชั่วโมง ปล่อยความเย็นได้เร็วทันใจด้วยแผ่นกระจายน้ำ CelPad ขนาดใหญ่ที่ผลิตจากเยื่อไม้คุณภาพสูงเคลือบสารเทฟลอน มอบความทนทานต่อการใช้งานด้วยระบบรองลื่นบอล แบริง มอเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง เสริมความปลอดภัยในการใช้งานด้วยระบบตัดไฟอัตโนมัติ เทอร์มอล ฟิวส์ และระบบ ELCB ที่จะทำการตัดกระแสไฟทันทีเมื่อไฟฟ้ารั่วเกิดขึ้น พร้อมไฟเตือน FILL WATER ให้เติมน้ำ โดยสามารถบรรจุน้ำได้ถึง 32 ลิตร และเชื่อมั่นได้ถึงคุณภาพด้วยกระบวนการผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001

3. พัดลมไอเย็น HATARI AC Classic1 8 ลิตร สีขาว (ราคา 2,998 บาท)


พัดลมไอเย็นดีไซน์เรียบหรูขนาดเล็กที่สามารถเพิ่มพลังลมเย็นยิ่งกว่าด้วยระบบ COOL สามารถปรับระดับความแรงลมได้มากถึง 4 ระดับ มีระบบลดความชื้นสะสมที่ตัวเครื่อง มาพร้อมกับระบบตัดการทำงาน Cooling อัตโนมัติ เมื่อมีระดับความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูงเกินค่ามาตรฐานหรือระดับน้ำภายในเครื่องลดลงต่ำกว่าปกติ สามารถตั้งเวลาเปิดและปิดได้นานสูงสุดถึง 8 ช.ม. ปล่อยความเย็นเร็วทันใจด้วยแผ่นกระจายน้ำ CelPad ขนาดใหญ่ แข็งแรงทนทานต่อการใช้งานด้วยระบบรองลื่นบอล แบริง มอเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง มั่นอกมั่นใจถึงความปลอดภัยด้วยระบบตัดไฟอัตโนมัติ เทอร์มอล ฟิวส์ และระบบ ELCB ที่จะทำการตัดกระแสไฟทันทีเมื่อไฟฟ้ารั่ว พร้อมไฟแจ้งเตือนเติมน้ำ FILL WATER เมื่อระดับน้ำในถังต่ำกว่าที่กำหนด โดยถังน้ำสามารถจุน้ำได้ 8 ลิตร ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย มอก.934-2558 และผ่านกระบวนการผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Official Website : https://www.homepro.co.th/c/APP0507

13
อาหารกลุ่มเมนูทอดก็มักจะมาคู่กับน้ำมันอยู่เสมอ แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถมีตัวช่วยในการทอดโดยที่ไม่ต้องใช้น้ำมันและสามารถปรุงอาหารได้อย่างหลากหลายเมนู แน่นอนว่าเรากำลังกล่าวถึงหม้อทอดไร้น้ำมัน เครื่องมือยอดฮิตสำหรับครัวยุคใหม่นั่นเอง และในครั้งนี้เราก็มีหม้อทอดไร้น้ำมัน tefal และ หม้อทอดไร้น้ำมัน philips มาแนะนำกัน

1. หม้อทอดไร้น้ำมัน PHILIPS HD9270/91 1.2 กก. (ราคาจำหน่าย 4,690 บาท)


หม้อทอดไร้น้ำมันดีไซน์สวยทันสมัย ไม่ว่าจะวางไว้มุมไหนในครัวก็ดูดี ตอบโจทย์สำหรับคนรักสุขภาพได้อย่างลงตัวด้วยเทคโนโลยี Airfryer ที่ให้ท่านสามารถทอด ย่าง คั่ว และอบได้ครบครันภายในเครื่องเดียว สามารถลดไขมันได้สูงสุดถึง 90% แต่ยังคงความอร่อย กรอบนอกนุ่มใน ตามสไตล์ของทอดได้เป็นอย่างดีด้วย Rapid Air technology สร้างการไหลเวียนของอากาศที่เร็วขึ้น จึงทำให้อาหารกรอบอร่อยโดยแทบไม่ใช้น้ำมัน พร้อมโหมดการอุ่น ควบคุมการทำงานได้อย่างง่ายดายด้วยหน้าจอดิจิทัลที่ทันสมัย โดยมีโปรแกรมการปรุงอาหารที่ตั้งค่าล่วงหน้าได้ถึง 7 ค่า มีระบบปิดเครื่องอัตโนมัติ เมื่อปรุงอาหารเสร็จไม่ต้องนั่งเฝ้า และปลอดภัยยิ่งกว่าด้วยผนังเครื่องแบบ Cool Wall จับได้ไม่ร้อน พร้อมด้วยตะกร้าแบบ QuickClean เคลือบสารกันอาหารติดที่สามารถทำความสะอาดได้อย่างง่ายดาย

2. หม้อทอด PHILIPS HD9860/91 1.4 กิโลกรัม (ราคาจำหน่าย 15,990 บาท)


หม้อทอดไร้น้ำมันดีไซน์สวยหรูทันสมัยเพิ่มความหรูหราพรีเมี่ยมให้กับครัวของคุณได้อย่างลงตัว ตอบโจทย์คนรักสุขภาพด้วยฟังก์ชัน Smart Chef Programs ที่สามารถปรับเวลาและอุณหภูมิอัตโนมัติสำหรับเมนูยอดฮิตได้อย่างง่ายดาย พร้อมทั้ง Smart Sensing Technology ที่ช่วยปรับเวลา และอุณหภูมิในการทำอาหารให้อร่อยได้อย่างเหมาะสม รับประทานของทอดได้อย่างมั่นใจด้วย TwinTurboStar Technology ที่สามารถรีดน้ำมันส่วนเกินลดไขมันได้สูงสุดถึง 90% แต่ยังคงไว้ซึ่งความอร่อยกรอบนอกนุ่มในตามแบบฉบับของทอดได้อย่างลงตัว สามารถปรุงเมนูต่าง ๆได้หลากหลายด้วยเทคโนโลยี Airfryer อาทิเช่นการทอด ย่าง คั่ว และอบได้ในเครื่องเดียว พร้อมด้วยตัวช่วยในการปรุงอาหารไม่ว่าจะเป็นโหมดการอุ่น โปรแกรม Smart Chef และทำความสะอาดได้ง่ายๆด้วยตะแกรงแบบ QuickClean basket

3. หม้อทอด TEFAL EY201866 1.2 กก. (ราคาจำหน่าย 2,690 บาท)


หม้อทอดไร้น้ำมันใบเล็กราคาเบา ๆ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีฮอทแอร์ช่วยกระจายความร้อนได้รวดเร็ว และทั่วถึงจึงทำให้เมนูทอดของคุณกรอบนอกนุ่มในแต่มีน้ำมันน้อย จึงเป็นทางเลือกสำหรับผู้รักสุขภาพที่ต้องการทานเมนู ทอด ปิ้ง ย่าง และอบ สามารถประกอบอาหารได้ทั้งคาวหวาน พร้อมโหมดตั้งเวลาสูงสุด 60 นาทีและตัดไฟอัตโนมัติเมื่อครบเวลา สามารถปรับอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 80-200 องศาเซลเซียส ด้วยปุ่มปรับแบบหมุนใช้งานง่าย ครอบคลุมเมนูต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย ล้างทำความสะอาดได้อย่างง่ายดายด้วยตะแกรงทอดเคลือบสารกันติด และสามารถทำความสะอาดด้วยเครื่องล้างจานได้อีกด้วย

4. หม้อทอด TEFAL EY402D66 1.2 กิโลกรัม (ราคาจำหน่าย 4,490 บาท)


หม้อทอดไร้น้ำมันที่จะช่วยทำให้คุณสามารถปรุงอาหารได้อย่างหลายรูปแบบภายในเครื่องเดียวไม่ว่าจะเป็นเมนูทอด, ปิ้ง, ย่าง, เบเกอรี่ และอบ มาพร้อมตะแกรงทอดเคลือบสารกันติด ที่สามารถถอดออกได้ง่ายดายและล้างทำความสะอาดได้อย่างสะดวกสบาย สามารถใช้งานร่วมกับเครื่องล้างจานได้ ตอบสนองทุกเมนูอาหารด้วย 8 โปรแกรมทำอาหารอัตโนมัติ สามารถปรับเลือกอุณหภูมิที่ต้องการได้เอง ตั้งแต่ 80-200 องศาเซลเซียส ตั้งเวลาได้สูงสุด 60 นาที มีหน้าจอแสดงข้อมูลแบบดิจิตอล พร้อมระบบตัดไฟอัตโนมัติเมื่อครบเวลา และยังมีอุปกรณ์เสริมสำหรับทำเบเกอรี่อย่างถาดอบเค้กมาให้ใช้งานกันด้วย

เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.homepro.co.th/c/APP080503

14
นอกเหนือไปจากเครื่องซักผ้าแล้วพูดเลยว่าเครื่องอบผ้านั้นก็เป็นอีกหนึ่งไอเทมคู่บ้านที่มีความจำเป็นไม่แพ้กัน ท่านใดที่กำลังสนใจเครื่องอบผ้า ในคราวนี้เรามีรีวิวเครื่องอบผ้า electrolux เครื่องอบผ้า ราคาดี มาฝากทุกท่าน

1. เครื่องอบผ้า ELECTROLUX EDC804CEWA 8 กก. (29,990 บาท)


เครื่องอบผ้าที่คงความสวยของเสื้อผ้าให้เหมือนใหม่ได้อย่างยาวนานด้วยระบบ SensiCare พร้อมระบบอินเวอร์เตอร์เทคโนโลยี ลดการสั่นสะเทือน ทำงานเงียบ ประหยัดพลังงาน มีโปรแกรม Delicate Drying สำหรับอบแห้งผ้าเนื้อบางช่วยถนอมผ้า ระบบ Reverse Tumbling  ช่วยลดปัญหาเสื้อผ้าพันกัน ทำให้สามารถลดรอบยับได้ถึง 32% เมื่อเทียบกับการตากแดดตากลมตามปกติ ติดตั้งง่ายด้วยระบบ Condensing ไม่จำเป็นต้องติดตั้งโดยต่อท่อระบายอากาศ สามารถอบผ้าขนสัตว์ได้โดยไม่ทำลายเนื้อผ้าด้วยการรับรองจาก Woolmark ตอบสนองการใช้งานได้อย่างหลากหลายด้วยโปรแกรมอบที่มีมาให้มากถึง 13 โปรแกรม

2. เครื่องอบผ้า ELECTROLUX EDH803BEWA 8 กก. (39,990 บาท)


เครื่องอบผ้าที่มาพร้อมกับระบบประหยัดพลังงาน Heat Pump System อบแห้งอย่างถนอมผ้า เพื่อให้ผ้าดูใหม่ได้อย่างยาวนาน ทำงานด้วยระบบอินเวอร์เตอร์เทคโนโลยี ให้การอบผ้าที่เงียบและประหยัดพลังงาน ติดตั้งง่ายด้วยระบบ Condensing ไม่จำเป็นต้องต่อท่อระบายอากาศ มีระบบ Reverse Tumbling ที่ช่วยลดปัญหาเสื้อผ้าพันกัน สามารถลดรอยยับได้ถึง 32% เมื่อเทียบกับการตากแดดตากลม และช่วยให้ผ้าซีดจางลดลงถึง 80% สามารถอบผ้าขนสัตว์โดยไม่ทำลายเนื้อผ้า ลดการจับตัวเป็นก้อน ใช้งานง่ายได้หลายรูปแบบด้วยโปรแกรมอบมากถึง 13 โปรแกรม พร้อมตั้งโปรแกรมที่ใช้งานเป็นประจำเพื่อความสะดวก ยิ่งไปกว่านี้ก็ยังมีตะกร้าอบผ้าขนสัตว์หรือรองเท้ากีฬาที่ทำขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยไม่ต้องผ่านการอบ ทำให้ไม่เสียทรงหรือทำลายเนื้อผ้า และ DelicateCare System ที่ป้องกันไม่ให้ผ้าหดหรือเสียทรงพร้อมรักษาคุณภาพของเนื้อผ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. เครื่องอบผ้าฝาหน้า ELECTROLUX EDS854J3WB 8.5 kg.+ขาตั้ง (17,490 บาท)


เครื่องอบผ้าราคาประหยัด ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีอบลมร้อนและความจุในการอบผ้าที่มากถึง 8.5 Kg. มีระบบตรวจวัดความชื้นผ้าเพื่อป้องกันไม่ให้ผ้าแห้งจนเกินไปหรือแห้งไม่สนิท พร้อมด้วยเทคโนโลยีอบผ้าแบบหมุนสลับไปมาช่วยถนอมเนื้อผ้า ไม่ทำให้ผ้าเสียทรง ช่วยลดรอยยับทำให้รีดได้ง่ายขึ้น ป้องกันเสื้อผ้าพันกันในขณะอบ ใช้งานได้อย่างหลากหลายด้วยโปรแกรมอัตโนมัติที่มีมาให้มากถึง 12 โปรแกรม พร้อมด้วยโปรแกรมกำจัดเชื้อโรค (Hygienic Care)

4. เครื่องอบผ้าฝาหน้า ELECTROLUX EDH903BEWA 9 Kg. (45,990 บาท)


เครื่องอบผ้าที่มาพร้อมกับระบบ DelicateCare System ทำให้ผ้าไม่หดหรือไม่เสียทรง ช่วยรักษาคุณภาพของเนื้อผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อบแห้งอย่างถนอมผ้าด้วย Heat Pump System พร้อมอินเวอร์เตอร์เทคโนโลยี ลดการสั่นสะเทือน เพื่อการอบผ้าที่เงียบ และประหยัดพลังงานยิ่งขึ้น มีตะกร้าสำหรับอบผ้าที่ทำขึ้นมาเฉพาะ สำหรับใช้กับผ้าขนสัตว์หรือรองเท้ากีฬา และของเล่นนุ่ม ๆ เพื่อช่วยให้ไม่เสียทรงหรือทำลายเนื้อผ้า ระบบ Reverse Tumbling ช่วยลดลดปัญหาเสื้อผ้าพันกัน จึงช่วยลดรอยยับได้ถึง 32% เมื่อเทียบกับการตากลม ติดตั้งง่ายด้วยระบบ Condensing ไม่จำเป็นต้องติดตั้งโดยต่อท่อระบายอากาศ สามารถอบผ้าขนสัตว์ได้ไม่ทำลายเนื้อผ้า ลดการจับตัวเป็นก้อน พร้อมโปรแกรมการอบที่มีให้เลือกมากถึง 13 โปรแกรม และรองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi เพื่อรับคำแนะนำในการดูแลรักษาผ้าได้ทุกเมื่อ

เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่
Official Website : https://www.homepro.co.th/c/APP1302

15
หลาย ๆ ท่านเลือกที่จะใช้เครื่องซักผ้าฝาหน้าทั้งนี้เพราะนอกจากจะมีการออกแบบที่สวยงามแล้วก็ยังมาพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลายมากกว่า คราวนี้เราจึงมี 4 เครื่องซักผ้าฝาหน้าลดราคาที่จัดมาทั้งเครื่องซักผ้าฝาหน้า electrolux และ เครื่องซักผ้าฝาหน้า lg บอกเลยว่าคุ้มค่ากว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

1. เครื่องซักผ้าฝาหน้า LG FV1409S3V 9 กก. 1400RPM อินเวอร์เตอร์ (24,900 บาท)


  เครื่องซักผ้าขนาด 9 Kg. ออกแบบตัวเครื่องให้มีดีไซน์สวยงามและเพิ่มความทนทาน ด้วยประตูเครื่องเป็นกระจกนิรภัยพร้อมถังซักสแตนเลสทั้งถัง มีระบบถนอมผ้าอัจฉริยะ AI DD ที่ทำการตรวจสอบชนิดของเนื้อผ้าแล้วเลือกการหมุนของถังซักให้เหมาะกับผ้ามากที่สุด ซักผ้าสะอาดยิ่งขึ้นด้วย 6 Motion DD ถังซักหมุน 6 ทิศทางที่มีให้เฉพาะ LG ซักผ้าได้สะอาด ถนอมเนื้อผ้าได้มากกว่า ระบบ SteamTM ซักสะอาดล้ำลึกยิ่งขึ้น และช่วยขจัดสารก่อภูมิแพ้ออกจากเสื้อผ้า สามารถตรวจสอบปัญหาเครื่องเบื้องต้นได้ง่าย ๆ ด้วยระบบ Smart diagnosis และรองรับ Smart ThinQ ให้ท่านสามารถควบคุมสั่งงานเครื่องซักผ้าได้ง่ายผ่านสมาร์ทโฟนได้จากทุกที่ทุกเวลา

2. เครื่องซักผ้าฝาหน้า ELECTROLUX EWF8024BDWA 8 กก. อินเวอร์เตอร์ +ขาตั้ง (15,990 บาท)


ตอบสนองทุกการซักผ้าด้วยระบบ Eco Inverter ที่เพิ่มประสิทธิภาพการซักและประหยัดพลังงานสูงกว่า Inverter ทั่วไป พร้อมระบบ Vapour Action ช่วยกำจัดสารก่อภูมิแพ้และให้ผ้านุ่มฟูลดรอยยับ และคืนความสดใสให้เสื้อตัวโปรด รีดง่ายไม่ยับ ซักผ้าสะอาดยิ่งขึ้นด้วย Time Manager ที่จะช่วยปรับระยะเวลาการซักตามความสกปรกของผ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับการซักผ้าขนสัตว์ได้อย่างปลอดภัย รับรองโดยสถาบัน Woolmark ซักผ้ารวดเร็วทันใจด้วยโหมด Quick Wash ซักเสร็จรวดเร็วภายใน 15 นาที

3. เครื่องซักผ้าฝาหน้า LG FV1409S2B 9 กิโลกรัม 1400RPM อินเวอร์เตอร์ (26,300 บาท)


เครื่องซักผ้าขนาด 9 กก. ออกแบบตัวเครื่องให้มีดีไซน์สวยงามและเพิ่มความทนทานด้วยประตูเครื่องเป็นกระจกนิรภัย พร้อมถังซักสเตนเลสทั้งถัง มาพร้อมเทคโนโลยี AI DD ระบบถนอมเนื้อผ้าอัจฉริยะ ซักผ้าสะอาดยิ่งขึ้นด้วย 6 Motion DD ถังซักหมุน 6 ทิศทางที่มีเฉพาะ LG ช่วยให้ท่านประหยัดเวลามากยิ่งขึ้นด้วย TurboWashTM 360 ที่สามารถซักผ้าสะอาดล้ำลึกภายในเวลาแค่ 39 นาทีเท่านั้น โดยยังคงประสิทธิความสะอาดเท่าเดิมด้วยเทคโนโลยีสเปรย์น้ำ 4 ทิศทาง ซักสะอาดล้ำลึกยิ่งขึ้นกับระบบ SteamTM ช่วยขจัดสารก่อภูมิแพ้ออกจากเสื้อผ้า ให้คุณสามารถตรวจสอบปัญหาเครื่องได้ง่าย ๆ ด้วยโหมด Smart Diagnosis พร้อมควบคุมการทำงานผ่านสมาร์ทโฟนด้วย Smart ThinQ ได้ตามที่คุณต้องการ

4. เครื่องซักผ้าฝาหน้า ELECTROLUX EWF1141SESA 11 kg.อินเวอร์เตอร์ +ขาตั้ง (31,990 บาท)


เครื่องซักผ้า Eco Inverter ที่มอบประสิทธิภาพการซักและประหยัดพลังงานสูงกว่าอินเวอร์เตอร์ทั่วไป มาพร้อมกับระบบ Autodose ช่วยปล่อยน้ำยาซักผ้า และน้ำยาปรับผ้านุ่มโดยอัตโนมัติให้พอเหมาะกับปริมาณผ้า พร้อมเทคโนโลยี UltraMix ประหยัดพลังงาน ประหยัดเวลาซัก และถนอมสีผ้า และ Vapour Action ช่วยให้ผ้านุ่มฟู ช่วยกำจัดสารก่อภูมิแพ้ ทำให้ผ้ายับน้อยช่วยให้รีดง่ายยิ่งขึ้น ตอบสนองทุกการซักผ้าด้วยโปรแกรมซักที่มีมาให้ถึง 15 โปรแกรม พร้อมรอบปั่นหมาดสูงสุด 1400 รอบ/นาที รองรับการซักผ้าขนสัตว์โดย Woolmark และมอบความสะดวกสบายในการซักผ้ามากยิ่งขึ้นด้วยการควบคุมการทำงานผ่านแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน

แวะชมสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
Website : https://www.homepro.co.th/c/APP130301

Pages: [1] 2 3 ... 27