Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - guupost

Pages: 1 2 3 [4]
46


ใครจะทราบว่าหม้อหุงข้าวที่เห็นอยู่นี้จะขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ใด ๆ แล้วมีการใช้ความร้อนที่แตกต่างกันออกไปที่ช่วยให้ได้ข้าวที่หุงเสร็จอร่อย พร้อมเสิร์ฟกินกันแบบอิ่มท้องอิ่มใจ บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักอย่างหมดเปลือก เพื่อให้ใช้งานหม้อหุงข้าวได้อย่างตอบโจทย์ขั้นสุด แต่จะเป็นระบบไหน อย่างไร ท่านใดอยากทราบแล้วก็ไปติดตามกันเลย

3 ประเภทหม้อหุงข้าวที่วิธีให้ความร้อนแตกต่างกัน
1. ระบบแม่เหล็กไฟฟ้า
เริ่มต้นกันที่ระบบแม่เหล็กไฟฟ้า ความน่าสนใจอยู่ตรงการข้าวที่หุงจะสุกเม็ดสวย มีกลิ่นหอม นุ่มอย่างทั่วถึงมากกว่าเดิม รับรองว่ารับประทานแล้วหนุบหนึบเคี้ยวสบาย แต่ด้วยความพิเศษนี้ทำให้มีราคาสูง และกินไฟฟ้ามาก อย่างไรก็ตามหากเลือกเป็นฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ก็สามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ในระดับหนึ่ง

2. ระบบไมโครคอมพิวเตอร์
เป็นระบบหม้อที่มีอยู่ทั้งหม้อหุงข้าวเล็ก หรือหม้อหุงขนาดใหญ่ ใช้งานสะดวกมาก ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่กดใช้อัตโนมัติ การกระจายความร้อนจะเดินทางสู่ตัวหม้อโดยตรง ทำให้ข้าวหุงสุกเร็วทันใจ ท่านใดสนใจอยากได้ข้าวไว ๆ ก็ลองซื้อแบบนี้ดูได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นในบางครั้งความร้อนที่ได้อาจไม่สม่ำเสมอมากนัก

3. ระบบแรงดันสูง
สุดท้ายคือประเภทหม้อที่ได้รับความนิยมสูงมาก ๆ เนื่องจากเป็นการกระจายความร้อนออกไปอย่างทั่วถึง โดยจะรวมกับระบบแรงดันของหม้อหุงข้าวรับประกันว่าข้าวที่ได้จะสุกแบบเม็ดสวย นุ่มนิ่ม หอมอร่อยมากกว่าเดิมด้วย
นอกจากระบบให้ความร้อนของหม้อแต่ต้องพิจารณาฟังก์ชันด้วย
อย่างไรก็ดี ไม่ใช่แค่ระบบการใช้ความร้อนที่ควรประเมินก่อนซื้อ แต่ก็ยังมีเรื่องของฟังก์ชันการใช้งานด้วย ได้แก่ ฟังก์ชันหุงข้าวเหนียว ข้าวกล้อง และธัญพืช สามารถหุงได้หลากหลาย ซื้อหม้อหุงข้าวไฟฟ้าแบบพกพาแล้วมีฟังก์ชันนี้อยู่ช่วยให้เกิดความสะดวกในการหุงมากขึ้น

รวมทั้งการปรุงอาหารที่สามารถทำได้หลากหลายเมนู นอกจากหุงข้าวแล้วก็ยังตุ๋น ต้ม นึ่งได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น อยู่อพาร์ทเม้นต์ อยู่หอพัก หรือห้องชุดไม่มีครัว หรือห้ามทำอาหารก็สามารถใช้ได้โดยไม่มีปัญหา

เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็หวังว่าการเลือกซื้อใช้งานหม้อหุงข้าวจะเกิดความเข้าใจมากขึ้น ได้ระบบที่ตอบโจทย์การใช้งาน ห้ามลืมพิจารณาดูด้วยว่าหุงรับประทานกันกี่คน ถ้า 1 - 2 คนก็ใช้แบบขนาดเล็กได้เลย หรือถ้ามากกว่านั้น ครอบครัวใหญ่ก็อาจต้องใหญ่ขึ้นมาอีก 1 ลิตรรับรองว่าข้าวสวย หอมอร่อย เม็ดนุ่ม อิ่มท้อตามที่ต้องการแน่นอน หรือจะเอาไปประกอบอาหารเมนูอื่นก็ทำได้ไม่ใช่เรื่องยาก

ชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Official Website : https://www.homepro.co.th/c/APP0810

47


ในการใช้งานเครื่องฟอกอากาศพกพาปัจจุบันนี้เป็นที่นิยมอย่างมาก แต่ก็มีบางท่านที่ลังเลไม่รู้ว่าตัวเองควรเลือกซื้อเลือกหามาใช้งานมากน้อยเท่าใด และเพื่อให้เกิดความมั่นใจมากที่สุด คราวนี้เราจะพาทุก ๆ คนไปตรวจสอบกันสักนิดว่ามีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบนี้หรือไม่ เพราะถ้าคำตอบคือใช่ ตกลงใจซื้อได้เลยอย่ารอช้า อย่าลังเล

ท่านใดบ้างที่ควรใช้งานเครื่องฟอกอากาศพกพา
1. ท่านที่เดินทางไปไหนมาไหนเป็นประจำ
ใครที่ชื่นชอบการออกไปนอกบ้าน ไปเรียน ไปท่องเที่ยว ไปทำงานใด ๆ แล้วต้องเจอกับฝุ่นละออง หรือมลพิษทางอากาศเยอะ ยิ่งในปัจจุบันมีโควิด – 19 มาเกี่ยวข้องอีก ทำให้มีโอกาสสัมผัสได้ง่ายมาก ๆ แต่การพกพาเครื่องฟอกอากาศไปด้วยมีส่วนช่วยให้ทุกการเดินทางปลอดภัยมากขึ้น สุขภาพดี หายใจคล่องด้วยอากาศบริสุทธิ์

2. ท่านที่ต้องทำงานกับฝุ่นเยอะ
ท่านไหนที่รู้ตัวว่าในชีวิตประจำวันต้องอยู่กับอากาศที่มีฝุ่นเยอะ มีมลพิษทางอากาศเยอะ หรือแม้แต่ทำงานร่วมกับเกสรดอกไม้มากมายก็ตาม แนะนำว่ามีเครื่องฟอกอากาศแบบพกพาจะช่วยได้อย่างดีเลยทีเดียว เนื่องจากอย่างที่รู้ว่าเครื่องนี้สามารถฟอกให้อากาศภายนอกบริสุทธิ์มากขึ้นด้วยการปล่อยประจุไอออนขั้วลบ สิ่งต่าง ๆ ที่ลอยในอากาศตกลงสู่พื้นดิน บางรุ่นฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัสในอากาศได้ด้วยก็ส่งผลดีต่อสุขภาพยิ่งขึ้นไป

3. คนที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้
อีกไลฟ์สไตล์ที่ขาดเครื่องฟอกอากาศไม่ได้เลยก็คือท่านที่เจ็บป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ ซึ่งจะมีลักษณะอาการไปไหนมาไหนแล้วเกิดจาม ไอ หรือคัดจมูกอยู่บ่อย ๆ แน่นอนว่าหากได้ห้อยเครื่องใช้งานเป็นประจำ ก็จะช่วยปรับสภาพอากาศทำให้ถ่ายเทมากขึ้น ได้รับสิ่งบริสุทธิ์ลงปอด อาการภูมิแพ้ที่เป็นอยู่ไม่ว่าจะอยู่บริเวณไหนก็ไม่กำเริบให้รำคาญใจแน่นอน

กระนั้นก็ตาม การเลือกใช้เครื่องฟอกอากาศห้อยคอนั้นจริง ๆ ก็เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์เลย ไม่ว่าจะทำอะไรแล้วอยากให้อากาศรอบตัวบริสุทธิ์ เนื่องมาจากด้วยกลไกการทำงานพร้อมจะเปิดอากาศโล่งเพื่อการหายใจหายคอคล่องตัว พร้อมช่วยจัดการสิ่งแปลกปลอมได้เต็มที่ บวกกับหากท่านไหนต้องการเครื่องประดับเก๋ ๆ สิ่งนี้ก็พร้อมเป็นให้คุณได้ทันที พกติดตัวไปไหนสะดวกมาก สนนราคาก็ไม่ได้แพงด้วย

เครื่องฟอกอากาศพกพาจะมีหลักการทำงานที่ต่างจากเครื่องฟอกอากาศขนาดใหญ่ ซึ่งจะใช้พัดลมดูดอากาศผ่านแผ่นกรองจากนั้นก็ปล่อยหมุนเวียนอากาศบริสุทธิ์ออกมาทำให้ละอองฝุ่นต่าง ๆ ตกลงพื้น บรรดาเชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัสก็ถูกจัดการด้วยเพราะมีการแตกตัวออกเป็นไอน้ำ และคาร์บอนไดออกไซด์ แน่ใจว่าทุกไลฟ์สไตล์จะมีอากาศบริสุทธิ์รอบตัวให้ใช้งาน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Website : https://www.homepro.co.th/c/APP0203

48


ใครที่กำลังมองหามุมโปรดให้ตัวเองได้พักผ่อนภายในบ้าน ไม่ควรมองข้ามที่จะเลือกใช้อีกเฟอร์นิเจอร์ที่น่าสนใจ อย่าง “เก้าอี้สนาม” เด็ดขาด ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบมาก รับประกันว่าความต้องการพักผ่อนจะได้รับการตอบสนองอย่างดี แต่จะเลือกแบบไหนให้ตอบโจทย์บางครั้งก็จำเป็นต้องทำความเข้าใจข้อมูลอย่างละเอียดด้วยเช่นกัน

เก้าอี้สนามหนึ่งในเฟอร์นิเจอร์สร้างมุมโปรดที่น่าสนใจ
ไม่อยากให้พลาดการเลือกเฟอร์นิเจอร์ดี ๆ สำหรับท่านใดที่ต้องการตกแต่งบ้าน หรือต้องการจัดมุมโปรดให้ตัวเอง เพียงเลือกเก้าอี้ หรือม้านั่งสนามไว้สักตัว การันตีว่าจะช่วยให้การพักผ่อนของคุณ ๆผ่านไปได้อย่างราบรื่นในทุก ๆ วัน ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกเยอะมาก ทั้งรูปทรงที่แตกต่าง สี ลวดลาย ไปจนถึงวัสดุที่ใช้ทำ มีตั้งแต่ไม้สัก ปูน หรือหวายก็มีด้วย เรียกได้ว่ามีไว้เพื่อให้ตัดสินใจเลือกใช้งานอย่างตอบโจทย์เลยทีเดียว

แต่ไม่ว่าจะเป็นการเลือกแบบไหนก็ต้องพิจารณาดูปัจจัยรอบด้านด้วย รวมไปถึงการออกแบบสวน ที่นอกจากความสวยงามแล้วก็คือความปลอดภัย อาจต้องระวังเรื่องสัตว์มีพิษ หรือความสะอาด การดูแลรักษา แล้วการมีมุมโปรดของคุณจะมีความสุขเกินบรรยาย

การเลือกเก้าอี้นั่งเล่นให้ตอบสนองกับผู้ใช้งาน
มาถึงตรงนี้หลายท่านอาจเกิดความสนใจถึงการเลือกเก้าอี้ไว้นั่งเล่นกับมุมโปรด เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุด แน่นอนว่าจำเป็นต้องดูสถานที่สำหรับจัดทำมุมโปรดว่ามีสัดส่วนเท่าไหร่ แล้วจะเลือกนำสิ่งใดมาวางให้ลงตัวได้ เนื่องมาจากพื้นที่ที่เหมาะสมจะช่วยให้การจัดวางดูดีมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้นเราจำเป็นต้องดูไลฟ์สไตล์ด้วยว่าชื่นชอบลักษณะไหน อย่างเช่น หากชอบความโมเดิร์นหน่อยก็ควรใช้เป็นเก้าอี้หวาย หรือถ้าอยากได้คลาสสิกเรียบหรูก็อาจจะเป็นเก้าอี้สีขาว เป็นต้น

ทั้งนี้ต้องพิจารณาขนาดตัวของผู้ใช้งานร่วมกับเก้าอี้ด้วย นั่งกี่คน น้ำหนักตัวเท่าไหร่ เพื่อให้เก้าอี้สามารถรองรับน้ำหนักได้ดี ผู้ใช้งานเองก็จะไม่เมื่อยด้วย

ข้อสำคัญของการซื้อเก้าอี้มุมโปรดยังไม่หมดเท่านี้ จำเป็นต้องพิจารณาดูจากยี่ห้อต้องน่าเชื่อถือ ไว้ใจได้ คุณภาพวัสดุจัดเต็ม ใช้ได้นานไม่ต้องเสียเงินซื้อใหม่บ่อย ๆ แต่เรื่องสนนราคาก็ต้องเลือกให้พอดีงบของท่าน ไม่ใช่ราคาแรงแต่เทียบกับวัสดุแล้วไม่คุ้มค่าอย่างนี้อย่าซื้อเด็ดขาด

เก้าอี้สนามเป็นสิ่งที่พร้อมช่วยเพิ่มความสะดวกสบายได้รอบบริเวณบ้าน สร้างมุมโปรดให้ทุกคนอย่างดีที่สุด หากท่านไหนลังเลอยู่มาถึงตรงนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะตัดสินใจซื้อได้ง่ายมากขึ้น ศึกษาการเลือกเก้าอี้แล้วก็ไม่ควรพลาดศึกษาการจัดสวน จัดมุมโปรดของบ้านด้วยก็ดี เชื่อว่าหลายคนจะสบายใจ หายเครียดมากขึ้นเพียงมานั่งเล่นอยู่ที่มุมนี้ มุมโปรดของที่คิด ตกแต่ง และเลือกเฟอร์นิเจอร์เอง

เข้าชมเว็บไซต์ได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.homepro.co.th/c/OUT060503

49


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวัตถุประสงค์การใช้งานโรงเรือนเพาะปลูกก็เพื่อช่วยดูแลผลผลิตพืชผักต่าง ๆ ให้ออกมาในทิศทางที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุณหภูมิที่หากเหมาะกับชนิดพันธุ์ก็จะได้ผลผลิตยอดเยี่ยม กระนั้นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ก็คือรูปแบบหลังคาที่มีให้เลือกใช้งานต่างกันออกไป แต่จะมีแบบไหน ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง เอาเป็นว่าเราไปติดตามพร้อม ๆ กันทางนี้เลยดีกว่า

3 รูปแบบหลังคาที่นิยมใช้กับโรงเรือนเพาะปลูก
1. โรงเรือนแบบหลังคาโค้ง
มากันที่โรงเรือนชนิดแรกกับรูปแบบหลังคาโค้ง ซึ่งสามารถประกอบได้เองไม่ใช่เรื่องยาก แนะนำหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเพื่อให้แสงแดดได้ส่องเข้ามาภายในอย่างทั่วถึง พืชพรรณได้รับความอิ่มเอมตรงนี้ไปเต็มที่ หลังคาแบบโค้งจะอาศัยลมในการพัดผ่านพาความร้อนไหลเวียนภายใน แต่ก็ต้องระวังเรื่องความร้อนที่ลอยตัวขึ้นด้านบนแล้วจะไหลออกจากหลังคาได้ยาก

2. โรงเรือนแบบหลังคาจั่ว
ไม่ว่าจะสร้างเป็นโรงเรือนปลูกผัก ปลูกพืช หรือต้นไม้ ก็มักจะนิยมใช้หลังคาจั่วอยู่เหมือนกัน ซึ่งหลังคาประเภทนี้จะระบายอากาศได้อย่างดี นิยมเปิดส่วนหน้าจั่วให้โล่งยกสูง เพื่อระบายความร้อนภายในที่อยู่ด้านบนออกได้สะดวกมากขึ้น และยังมีโรงเรือนหลังคาจั่ว 2 ชั้น หรืออยู่แบบต่างระดับด้วย เพื่อกระจายการระบายความร้อนออกจากภายใน แม้จะมีฝนตกสาดก็ไม่สามารถเข้ามาถึงได้
ทั้งนี้ หากใครต้องการโรงเรือนแบบที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก โปร่ง ก็ทำแบบไม่มีผนังได้เช่นกัน หรือหลังคาแบบมุงวัสดุโปร่งแสงก็ได้ แต่หากต้องการปลูกผัก พืชที่ต้องการความชื้นสูง แนะนำก่อผนังอิฐแล้วฉาบปูนขึ้นมาครึ่งหนึ่งเพื่อป้องกันลม และรักษาความชื้นภายใน ไม่ทำให้ใบฉีกขาดง่าย

3. โรงเรือนหลังคาฟันเลื่อย
ตบท้ายกันที่โรงเรือนแบบหลังคาฟันเลื่อย หรือทรง ก. ไก่ ที่ด้านบนของหลังคาจะเปิดเป็นช่องกว้างอากาศถูกระบายออกได้ดี หรือเรียกว่าช่องระบายลมแบบรอยหยัก จะเป็นความร้อนในระดับไหนก็ตามหมดห่วง โปร่ง โล่งสบาย จัดเป็นโรงเรือนปลูกต้นไม้ พืชผักที่น่าสนใจ แต่เรื่องของราคาก็จะสูงมากกว่าโรงเรือนชนิดหลังคาโค้ง

จะอย่างไรก็ตาม ยังมีโรงเรือนเพาะปลูกในลักษณะของตาข่ายไนลอนอยู่ด้วย ซึ่งช่วยเพาะปลูกพืชผัก รวมถึงเพาะต้นกล้าของต้นไม้นานาชนิดได้อย่างดี วัตถุประสงค์หลักจะเน้นที่การป้องกันแมลง เหมาะกับคนที่ไม่ต้องการใช้ยาฆ่าแมลง หรือสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เราสามารถดัดแปลงด้วยโครงสร้างที่แข็งแรงอย่างท่อ PVC, ไม้ไผ่, หลังคามุงพลาสติกพอลิเอทิลีนไม่ทำให้ฝนตกสาดเข้าก็ได้ แต่ทั้งนี้ควรยึดตาข่ายให้แน่นและตึงทุกด้าน จับทิศทางลมให้ดี ไม่ควรตั้งขวางทางลมเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะพังชำรุด เสียหายได้

ดูสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.homepro.co.th/c/OUT0209

50


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในปัจจุบันการดื่มเครื่องดื่มอย่างกาแฟเป็นเรื่องที่สะดวกขึ้น และไม่จำเป็นต้องไปซื้อตามร้านก็ได้แล้ว เหตุเพราะมีแคปซูลกาแฟช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นนั่นเอง กระนั้นเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านเป็นมือใหม่อาจไม่เคยรู้จักอย่างลึกซึ้งมาก่อน ในวันนี้จึงขออาสาพาไปศึกษาข้อมูลส่วนประกอบอย่างละเอียด พร้อมวิธีการชงที่ถูกต้องเป็นแนวทางการนำไปใช้ได้เลย

ส่วนประกอบของแคปซูลกาแฟอย่างละเอียด
อธิบายก่อนว่าแคปซูลใส่กาแฟเป็นตัวช่วยเอาใจคนชื่นชอบดื่มกาแฟอย่างที่สุด ด้วยลักษณะการใช้งานที่ง่ายมาก ๆ และยังเก็บรักษาได้สะดวกสบายขั้นสุด เนื่องด้วยตัวผงกาแฟบดจะถูกบรรจุอยู่ในแคปซูลแล้ว ซึ่งลักษณะจะเป็นถ้วยเล็ก ๆ มีฝาปิดด้านบนซึ่งใข้วัสดุที่แตกต่างกัน คือ
- พลาสติก หรือพอลิเมอร์ : เป็นตัวบรรจุด้านล่าง สีขาวขุ่น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำมาใช้ไม่ก่ออันตรายอย่างแน่นอน
- โพลีเมอร์ฟอยล์อลูมิเนียม และเซลลูโลส : จะมีลักษณะเป็นสีเลื่อม ๆ สดใส การเก็บรักษาก็ง่ายอีกเช่นกัน
- อะลูมิเนียม : ตัวกาแฟแคปซูลจะทำมาจากอะลูมิเนียมส่วนใหญ่ โดยฟอยล์ด้านบนจะป้องกันเครื่องดื่มที่สัมผัสโลหะได้ดี ส่วนใหญ่นำมาใช้ชงซ้ำได้ หรือที่เรียกว่าแคปซูลใช้ซ้ำ ทั้งนี้ มีข้อดีอยู่ไม่น้อยตรงที่ช่วยประหยัดเงิน รสชาติเข้มข้น อร่อย แต่หากหมดอายุการใข้งานแล้วให้โยนทิ้งไปเลยอย่าเอามาใช้ซ้ำ

วิธีการชงกาแฟแบบแคปซูลที่ถูกต้อง
การชงกาแฟแคปซูล nespresso หรือแบรนด์ใดก็ตาม จริง ๆ แล้วต้องใช้ร่วมกับเครื่องชงด้วย โดยจะมีช่องพิเศษที่เอาไว้กรองน้ำกาแฟ โดยจะเป็นการกดบดเอาน้ำร้อนไปต้มแล้วเกิดแรงดันสูงมาเป็นกาแฟสำเร็จรูปในที่สุด ต่อจากนั้นก็นำแคปซูลไปทิ้งทันที แต่ถ้าเป็นแบบใช้ซ้ำได้ก็นำมาใช้ซ้ำต่อจนกว่าจะหมดอายุการใช้งาน
- แคปซูลจะถูกนำเข้าสู่เครื่อง และเป็นแบบ punctured ทั้ง 2 ด้าน
- เมื่อแคปซูลเข้าไปแล้วน้ำร้อนก็จะไหลมาตรงหลุมใดหลุมหนึ่งทันที ซึ่งแรงดันก็สูงที่ 10 – 20 บาร์
- น้ำร้อนก็จะทำปฏิกิริยากับแคปซูลแล้วกลายเป็นน้ำกาแฟให้ดื่มในที่สุด
แอบกระซิบว่าไม่ได้มีเฉพาะกาแฟที่ชงด้วยน้ำร้อนเท่านั้น หลาย ๆ แบรนด์พัฒนาสูตรของตัวเองให้ชงในน้ำเย็นได้แล้วด้วย เป็นแบบ ICE TEA, ICE AMERICANO ฯลฯ

ปัจจุบันมีแคปซูลกาแฟให้เลือกซื้อเลือกหาหลากหลายยี่ห้อมาก ก่อนจะซื้อใช้งานจึงอยากแนะนำให้เลือกยี่ห้อที่ได้มาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ ได้รับเครื่องหมายความปลอดภัยจากหน่วยงาน อย. แล้ว และราคาก็ต้องอยู่ในมาตรฐานด้วย อาทิ NESTLE CAFE AU LAIT, NESTLE SBUX Caramel Macchiato, NESTLE NEW AMERICANO, NESTLE CAFE AU LAIT, VITTORIA COFFEE VCC-0002 ฯลฯ หวังว่าจะช่วยให้การซื้อกาแฟของท่านลดค่าใช้จ่ายลง เพราะว่าหันมาชงเองแบบง่าย ๆ รสชาติบอกเลยว่าเหมือนซื้อร้านแน่นอน

เข้าชมเว็บไซต์ได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.homepro.co.th/c/APP080202

51


ปัญหาตู้เย็น Mitsubishi แบบ 2 ประตูไม่เย็นมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่เราจะทราบได้ยังไงว่าตอนนี้กำลังมีปัญหานี้อยู่ อาการ และสาเหตุเป็นแบบไหนบ้าง เอาเป็นว่าอย่ารอช้ารีบไปเรียนรู้ข้อมูลกันเลยดีกว่า เพื่อให้เกิดความเข้าใจและจะได้ปรับเปลี่ยนการใช้งานได้อย่างเหมาะสม ไม่ต้องเสียเงินซื้อใหม่ในราคาแพง

อาการและสาเหตุของตู้เย็น Mitsubishi แบบ 2 ประตูไม่เย็น
1. ช่องแช่เย็น แช่แข็งมีปัญหาทั้งที่ไฟภายในติด
หากสังเกตได้ว่าช่องแช่เย็น และแช่แข็งไม่เย็นเลย ก็ต้องตรวจสอบการทำงานของคอมเพรสเซอร์ด้านหลังให้ดี เพราะว่าถ้ายังมีการทำงานแบบปกติเครื่องจะมีเสียงอยู่ตลอด แต่หากไม่ได้ยินเสียงก็เท่ากับว่าคอมเพรสเซอร์ชำรุดเสียหายได้ ทำให้ไม่เย็นแม้ไฟในตู้จะติดอยู่ก็ตาม แนะนำหาช่างมาเปลี่ยนดีกว่า

2. ขอบยางเสื่อมสภาพ
เมื่อใช้งานตู้เย็น mitsubishi 2 ประตูเป็นเวลานานก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าขอบยางของเครื่องจะเกิดการเสื่อมสภาพได้ ทำให้การปิดประตูไม่สนิท และเมื่อไม่สนิทก็ทำให้ภายในไม่เย็น แนะนำว่าควรสังเกตที่ขอบยางหากกดไปแล้วไม่นิ่มมือเท่ากับยางเสื่อมสภาพเรียบร้อย ให้นำน้ำอุ่นไปราดแล้วบีบนวด แต่ถ้ายังไม่กลับมานิ่มดังเดิมควรเปลี่ยนขอบยางใหม่ไปเลย

3. ช่องแช่แข็งเย็น แต่ช่องแช่เย็นไม่เย็น
หากมีการตรวจสอบแล้วพบว่าคอมเพรสเซอร์ยังทำงานได้ปกติดี ให้สังเกตที่ช่องแช่น้ำแข็งเลย หากมีน้ำแข็งดันล้นออกมาเท่ากับว่าระบบเซนเซอร์ตรวจจับน้ำแข็งชำรุดเสียหาย คอมเพรสเซอร์เลยทำงานอยู่ตลอดจนเย็นจัด แล้วเกิดน้ำแข็งมาเกาะผิดปกติ

4. จัดของไม่เป็นระเบียบทำให้ปิดบังทางลม
บางครั้งตู้เย็น 2 ประตู Mitsubishi ไม่เย็นก็เกิดมาจากการจัดของไม่เป็นระเบียบได้ด้วย จนทำให้เกิดการอุดตันที่ช่องลมเย็น ไม่สามารถปล่อยลมเย็นออกมาได้ ไม่เกิดการหมุนเวียนภายในเครื่องมาก ส่งผลลัพธ์ให้มีปัญหาไม่เย็น ซึ่งการแก้ไขง่ายมาก แค่คุณ ๆจัดเรียงระเบียบภายในดี ๆ เปิดช่องทางลมเอาไว้ รับรองว่ามีกี่ประตูก็เย็นทั้งหมด

5. การขนย้ายแบบผิด ๆ ก็ทำให้เครื่องไม่เย็น
การขนย้ายแบบผิด ๆ ก็ก่อให้เกิดปัญหาตู้เย็นไม่มีความเย็นได้เหมือนกัน ซึ่งก่อนจะมีการขนย้ายต้องถอดปลั๊กทิ้งไว้ก่อน 48 ชม. แล้วให้ลองเสียบใช้งานใหม่ ถ้าผ่านไปมากกว่า 3 ชั่วโมง แต่ตู้ก็ยังไม่เย็นให้ถอดปลั๊กออกทันที เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายที่คอมเพรสเซอร์ จากนั้นให้ช่างผู้เชี่ยวชาญมาไล่รื้อระบบใหม่

ตู้เย็น Mitsubishi ปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลาย ซึ่งโอกาสที่ใช้ไปนานแล้วเกิดตู้ไม่เย็นเกิดขึ้นได้ตลอด ทว่าหากไม่เย็นก็ลองหาสาเหตุได้เลยตามข้างต้น เพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างตอบโจทย์ แต่กระนั้นหากเพิ่งซื้อมาหมาด ๆ แล้วเกิดปัญหานี้ให้ติดต่อผู้ขายเคลมสินค้าก่อนเลยดีที่สุด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.homepro.co.th/c/APP09?b=mitsubishi

52


หลายคนคงเคยได้ยินคำแนะนำว่าให้เลือกใช้เครื่องครัวไฟฟ้า อย่างกระทะปิ้งย่างไปเลยด้วยความน่าสนใจที่หลากหลาย จัดเมนูเด็ดได้เพียบ ทว่าบางท่านอาจมีความลังเลไม่มั่นอกมั่นใจว่าเหมาะกับตนเองขนาดไหน รวมถึงไม่เคยใช้มาก่อนอยากทราบว่าสิ่งไหนที่ควรทำเพื่อเป็นแนวทางการใช้งานไม่เกิดปัญหาต้องซื้อใหม่ ไม่รอช้ามีรายละเอียดมาให้ศึกษา เพื่อการนำไปปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กระทะปิ้งย่างเหมาะสมกับใครบ้าง ทำไมต้องใช้งาน
เตาปิ้งย่างแบบกระทะนั้นเหมาะสำหรับทุก ๆ คนที่ชอบการทานอาหารจำพวกปิ้งย่าง จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น เคลื่อนย้ายได้ง่ายมาก ๆ เพราะว่ามีน้ำหนักที่เบา ไม่ต้องเสียเวลามาก่อไฟ แค่เปิดเตาก็ใช้พลังงานไฟฟ้าช่วยเพิ่มความร้อนได้แล้ว กำลังไฟมากกว่า 1,400 วัตต์ถือว่ากำลังดี ตอบสนองความต้องการให้กับคนที่ชื่นชอบการไปปิกนิก หรือออกแคมป์นอกสถานที่ต่าง ๆ
ซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่าใน 1 เตาไม่ได้มีแค่ปิ้งย่างเท่านั้น แต่ยังสามารถต้มได้ด้วย เนื่องจากมีหม้อต้มในเตาเดียวกัน ที่สำคัญอุปกรณ์เตาปิ้งย่างไฟฟ้านั้นมีการเคลือบสารกันติด จึงสามารถผัดหรือทอดได้หมดเลย ช่วยให้การทำความสะอาดง่ายเพิ่มขึ้น บางรุ่นมีถาดรองน้ำมันในตัวไปอีกก็ยิ่งเก็บน้ำมันง่ายๆ ดีกับคนยุคปัจจุบันอย่างที่สุด

แล้วมีสิ่งใดที่ไม่ควรทำกับเตาไฟฟ้าบ้าง??
จะอย่างไรก็ตาม มีสิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อเลือกใช้งานเตาหมูกระทะไฟฟ้าอยู่ด้วย คือ ห้ามปล่อยทิ้งไว้หลังทานเสร็จ ต้องรีบทำความสะอาดในทันที ไม่เช่นนั้นจะเกิดคราบเปื้อน และสิ่งสกปรกชนิดที่คราบติดค้างฝังแน่น นอกจากนี้ ไม่ควรวางของแข็งลงบนเตาโดยตรง ด้วยเหตุว่าเตาจะรับน้ำหนักมากทำให้เกิดการพังชำรุดได้

การจัดเก็บก็ไม่ควรนำเตาไปวางในที่ถูกแสงแดดส่องถึง หรือโดนฝน เพราะว่าจะเสื่อมประสิทธิภาพหรือชำรุดแบบไม่รู้ตัว เมื่อนำมาใช้อาจเกิดอันตราย

ส่วนกำลังไฟก็ควรใช้แบบพอดี อย่าใช้ไฟสูงตลอด ให้สลับสูงต่ำบ้าง เพราะการใช้สูงตลอดเครื่องจะมีความร้อนสะสม และจะพังได้เร็วมากกว่าเดิม

หากท่านใดที่ไม่มั่นอกมั่นใจในการทำความสะอาดกระทะปิ้งย่าง แนะนำว่าให้ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ ฟองน้ำ ร่วมกับน้ำยาล้างจาน โดยหลังใช้เสร็จให้ปล่อยจนเตาหายร้อน หลังจากนั้นก็นำน้ำยาล้างจานผสมน้ำแล้วเอาฟองน้ำชุบเช็ดล้างจนกว่าจะสะอาดได้เลย หากมีคราบหนักสามารถใช้เบกกิ้งโซดาช่วยได้ เวลาล้างน้ำอย่าให้ไปโดยแผงเตาเชื่อมไฟฟ้าด้วย เมื่อล้างเสร็จก็เอาผ้าไมโครไฟเบอร์มาเช็ดอีกรอบเท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.homepro.co.th/c/APP0807

53


หน้าจอมอนิเตอร์นั้นมีได้ทั้งที่เป็นแบบคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก และTV ซึ่งความสะอาดของหน้าจอถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก กระนั้นหากท่านใดไม่อยากไปซื้อน้ำยาทำความสะอาดเองก็สามารถทำได้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่บางคนอาจไม่ทราบว่าทำยังไง จึงมีขั้นตอนมาแนะนำอีกเช่นเคย รับรองว่าพร้อมทำให้หน้าจอของท่านสะอาดเอี่ยมแน่นอน

วิธีทำน้ำยาเช็ดหน้าจอมอนิเตอร์ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เรื่องยาก
การทำน้ำยาเช็ดหน้าจอนั้นต้องใส่ใจตั้งแต่เลือกส่วนผสม ซึ่งขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยาก เริ่มต้นจากการเลือกน้ำให้เหมาะสม ไม่แนะนำให้ใช้น้ำก๊อก ทั้งนี้เพราะจะมีแร่ธาตุ มีตะกรันอยู่ภายใน เมื่อนำไปเช็ดก็จะเกิดอันตรายต่อหน้าจอได้ ให้หาเป็นน้ำกลั่นที่มีขายตามร้านขายยา หรือปั๊มน้ำมัน ไม่ก็ทำน้ำกลั่นเอาเองเลย

เมื่อได้น้ำมาแล้วก็ให้เติมสารทำความสะอาด โดยทั่วไปนิยมใช้เป็น 2 ชนิดคือ น้ำส้มสายชูกลั่นขาว และ isopropyl alcohol (เลือกได้ตามความต้องการ) ซึ่งทั้ง 2 ชนิดนี้มีคุณสมบัติที่ช่วยขจัดคราบแบบฝังแน่นได้ดี แต่ไม่แนะนำให้เอามาผสมกัน โดยมีคำแนะนำเพิ่มเติมดังนี้
- กรณีที่เลือกใช้ isopropyl alcohol อย่าผสมกับน้ำกลั่นที่เข้มข้นมากกว่า 50 : 50 กรณีใช้น้ำส้มสายชูกลั่นให้ใช้เริ่มต้นจาก 50 : 50 ถ้าน้ำยาไม่แรงมากพอ ก็สามารถเพิ่มน้ำส้มสายชูกลั่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ได้เลย
- ในกรณีที่หาไม่ได้จริง ๆ แนะนำให้ใช้วอดก้าแทนได้ (แทน isopropyl alcohol)
- ห้ามนำน้ำยาเช็ดกระจกมาใช้ เหตุเพราะถือว่ามีส่วนผสมของสารทำความสะอาดแอมโมเนียอยู่ หน้าจออุปกรณ์พวกจอคอมพิวเตอร์, ทีวี, โน้ตบุ๊ก ฯลฯ เสื่อมสภาพ หรือด่างได้

แนะนำวิธีเช็ดกระจกหน้าจออย่างถูกต้อง
ถึงอย่างไร อยากแนะนำถึงการเช็ดทำความสะอาดจอ monitor อย่างถูกวิธี โดยเริ่มต้นจาการปิดหน้าจอ สังเกตดูว่ามีคราบฝัง สิ่งสกปรกติดตรงไหนบ้าง ต่อจากนั้นก็เอาผ้าแห้งมาเช็ดฝุ่นออก เช่น ผ้าไมโครไฟเบอร์, เสื้อยืดคอตตอน โดยเช็ดลักษณะวงกลมช้า ๆ หน้าจอก็จะไม่เป็นรอย ไม่จำเป็นต้องออกแรงกดใด ๆ

นำน้ำยามาฉีดพ่นที่ผ้า จะต้องไม่ฉีดที่หน้าจอโดยตรง จากนั้นก็เช็ดหน้าจอไปในทิศทางเดียวกันได้เลย ถ้ามีคราบฝังแน่นก็อย่าไปออกแรงกด หรือขูดเอาคราบออก รอให้น้ำยาทำปฏิกิริยาเองดีที่สุด เหตุเพราะคราบจะหลุดออกได้ง่ายมากขึ้น อาจต้องเช็ดเบา ๆ ซ้ำหลายทีเพื่อให้คราบหลุด

แต่หากท่านใดที่คิดว่าอยากซื้อเป็นน้ำยาทำความสะอาดหน้าจอมอนิเตอร์โดยตรง ไม่อยากทำเอง ก็มีให้เลือกซื้อหลากหลาย ทั้งนี้ แนะนำว่าให้อ่านรีวิวจากผู้ใช้งานคนอื่น ๆ ก่อน อาจใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ หรือแผ่นทำความสะอาดโดยตรงมาเช็ดเลยก็ได้ ลดเวลาการซักผ้าออกไปเนื่องมาจากเป็นแบบใช้แล้วทิ้ง ท่านใดชอบชนิดไหนเลือกได้เลย เพื่อหน้าจอที่สะอาดมองเห็นทุกสิ่งอย่างชัดเจนเหมือนใหม่

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Official Website : https://www.homepro.co.th/c/TVA1101

54


เมื่อกล่าวถึง “หม้อทอด” หลายท่านมักรู้สึกคล้ายกันว่าใช้แล้วดีช่วยให้สุขภาพร่างกายของเรานั้นแข็งแรง กระนั้นเครื่องครัวดังกล่าวสามารถช่วยได้จริงหรือเป็นแค่การโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น แน่นอนว่าเราอยากให้ทุกท่านได้ทำความเข้าใจกันแบบจริงจังถูกต้อง จึงรวบรวมรายละเอียดมาให้ทำความเข้าใจผ่านบทความนี้

ความอันตรายของการทานของทอดเป็นประจำ
ต้องบอกเลยว่าการทานอาหารที่ผ่านกระบวนการทอดนั้นมีโอกาสเพิ่มระดับความดันโลหิต มีคอเลสเตอรอลสูง และเกิดโรคอ้วนได้เป็นอันดับต้น ๆ ทั้งยังมีงานวิจัยระบุว่าการทานอาหารทอดสัปดาห์ละ 1 – 3 ครั้ง ยังเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจขาดเลือดถึง 7% ส่วนผู้ที่ทานทุกวันก็จะมีความเสี่ยงของโรคเพิ่มมากขึ้น 14% เมื่อเทียบกับคนที่ทานสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพราะฉะนั้นการใช้งานอุปกรณ์ชนิดนี้จึงถูกใจคนรักของทอดอย่างมาก

หม้อทอดอีกทางเลือกเพื่อสุขภาพจริงหรือหลอก??
1. ลดความเสี่ยงรับสารก่อมะเร็ง
สารอะคริลาไมด์ที่พบได้ในของทอด คาดว่าเป็นสารก่อมะเร็งอีกชนิดที่เกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีเมื่อนำอาหารคาร์โบไฮเดรตสูงไปผ่านความร้อน 120 องศาเซลเซียส อย่างเช่น มันฝรั่งทอด เฟรนฟรายส์ อาหารเช้าซีเรียล ฯลฯ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าหม้อทอดไฟฟ้าช่วยลดปริมาณสารที่ว่าในอาหารได้มากถึง 90% เมื่อเทียบกับการทอดด้วยน้ำมันท่วม ๆ

2. ช่วยลดปริมาณแคลอรีของร่างกาย
อีกปัญหาสุขภาพคือการมีแคลอรีมีมากเกินไป เมื่อทำอาหารผ่านอุปกรณ์ชนิดนี้ก็จะช่วยลดปริมาณแคลอรีได้มากกว่า 70 – 80% โดยปริมาณมีน้อยกว่าอย่างที่บอกเมื่อเทียบกับการทอดน้ำมันท่วม ๆ ทั้งนี้เพราะจะใช้น้ำมันมากถึง 750 มิลลิลิตร ขณะที่การใช้หม้อช่วยทอดแบบไร้มันน้ำไม่ต้องเติมน้ำมันเพิ่ม หรือใช้ประมาณ 15 มิลลิลิตร (1 ช้อนโต๊ะ) เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หม้อทอดไร้น้ำมันยังมีข้อควรรู้และควรระวังอื่น ๆ ช่วยให้ตัดสินใจใช้งานได้ดีมากขึ้น
- การทำงานของหม้อจะเป็นการเพิ่มความร้อนในเวลาอันสั้น ทำให้อาหารไหม้ง่าย ในการใช้งานจึงควรตั้งค่าไฟความร้อนให้ดี ทั้งนี้เพราะความไหม้เกรียมทำให้เกิดสารก่อมะเร็งได้เหมือนกัน
- ช่วยลดปริมาณน้ำมันในอาหารนั้น ๆ ได้จริง แต่ก็ไม่แนะนำให้รับประทานเยอะ ทานเป็นประจำ ทั้งนี้เพราะจะเกิดปัญหาต่อร่างกาย อาทิเช่น โรคมะเร็งบางชนิด โรคเบาหวาน โรคหัวใจล้มเหลว ความดันโลหิตสูง
- เลือกวัตถุดิบที่มีผลดีต่อร่างกายจะดีกว่า อาทิเช่น ปลาแซลมอน อกไก่ หรือเนื้อที่ไม่มีมันติด เพราะหากทานแต่ของแช่แข็ง มันฝรั่งทอด เฟรนฟรายส์บ่อย ๆ ร่างกายจะได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน

หม้อทอดถือเป็นเครื่องครัวที่น่าสนใจมาก ๆ และการันตีว่าเป็นทางเลือกเรื่องสุขภาพได้จริง แต่ก็ไม่ควรเลือกทานอาหารทอดเป็นประจำ เพราะว่าจะส่งผลในระยะยาวได้ แนะนำรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และหมั่นออกกำลังกายด้วย เพื่อความแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Official Website : https://www.homepro.co.th/c/APP080503

55


หากท่านเป็นอีกคนที่มีความสนใจอยากใช้งานกล้องวงจรปิด หรือ CCTV โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นแบบไร้สาย (Wi – Fi) รู้หรือไม่ว่ามีให้เลือกแยกออกไปอีกด้วย แต่จะเป็นชนิดไหนบ้างคงมีหลาย ๆ คนเกิดคำถามอยู่พอสมควร จึงไม่พลาดในการนำข้อมูลมาให้ทำความเข้าใจอย่างละเอียดอีกเช่นเคย เพื่อการเลือกใช้ที่ตอบโจทย์ ได้ประสิทธิภาพการทำงานไปแบบเต็ม ๆ

ทำความรู้จักประเภทของกล้องวงจรปิดชนิดไร้สาย
CCTV ที่เป็นชนิดไร้สายนั้นได้พิสูจน์กันแล้วว่ามีหลายท่านวางใจเลือกใช้บริการ ด้วยความทันสมัย ปลอดภัย และค่าใช้จ่ายในการติดตั้งแสนถูก สามารถเลือกนำไปติดตั้งไว้ได้หลากหลายแบบ เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานมากขึ้น โดยมีให้เลือกด้วยกัน 2 ประเภทคือ
1. CCTV อนาล็อกชนิดไร้สาย
กล้องวงจรปิดไร้สายอนาล็อกคือ การส่งสัญญาณภาพ และการใช้คลื่นวิทยุความถี่ ที่ปกติแล้วก็จะมีการส่งสัญญาณ 300 ฟุต หรือ 91 เมตร สามารถมองเห็นได้โดยรอบ ในพื้นที่ที่เป็นผนัง ประตู เฟอร์นิเจอร์ หรือพื้นที่เปิดได้หมดเลย และยิ่งมีสิ่งกีดขวางมากก็จะลดช่วงได้ดี ปัจจุบันทำงานบนความถี่ 2.4 ที่เป็นของใช้ภายในครัวเรือน อย่างไมโครเวฟ วิดีโอเกมส์ โทรศัพท์ไร้สาย  ส่วน Wi – Fi ที่เรารู้จักกันดีก็จะทำงานบนความถี่ 900 MHz เป็นสัญญาณที่ดูได้จากสถานที่ที่แตกต่างด้วยสัญญาณอินเทอร์เน็ตนั่นเอง ข้อเสียคือจะไวต่อการรบกวนจากอุปกรณ์อื่น ๆ ในครัวเรือน

2. CCTV ดิจิทัลแบบไร้สาย
จะเป็นลักษณะของการแปลงสัญญาณเสียง และวิดีโอแบบอนาล็อกเป็นแบบสัญญาณเข้ารหัส โดยจุดเด่นจะส่งสัญญาณได้ทั้งไกลถึง 450 ฟุต สามารถสื่อสารกันได้ 2 ทาง ระหว่างเครื่องรับสัญญาณและกล้อง CCTV โดยจะส่งสัญญาณไม่ว่าไฟจะติดหรือดับได้หมดเลย สามารถรับอุปกรณ์มากกว่า 1 ตัวด้วย
การใช้งานนั้นสามารถเอาไปใช้เฝ้าระวังความปลอดภัยภายในสำนักงาน อาคาร บ้าน หรือสถานที่ที่คิดว่าต้องเฝ้าจับตาเป็นพิเศษ สามารถออกแบบติดตั้งเองได้ ทั้งนี้ เมื่อพูดถึงช่วงสัญญาณกล้องวงจรปิด wifi ที่ใช้ได้ ก็จะอยู่ระหว่าง 250 – 450 ฟุตกลางแจ้ง หรือ 100 150 ฟุตในตัวอาคาร และจะมีความแตกต่างกันระหว่างสัญญาณขึ้นอยู่กับประเภทวัสดุก่อสร้าง และวัตถุที่สัญญาณไร้สายผ่านได้

กล้องวงจรปิดมีความสำคัญต่อทุกท่านอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจดูเป็นหูเป็นตา ทั้งนี้ บางรุ่นก็มีชนิดที่สามารถมองเห็นในแอปพลิเคชันทางมือถือได้ด้วย ต้องการเช็กข้อมูลช่วงเวลาไหนก็สามารถเปิดเข้าไปได้เลยตลอด 24 ชั่วโมง บางรุ่นมีสีสันสดใส มีเสียงให้ได้ยินร่วมด้วย หรือแค่นำไปวางไว้ตามจุดต่าง ๆ ทำการตั้งค่าให้เรียบร้อย เท่านี้ก็เสร็จสิ้น ไม่ต้องเสียเวลา เสียเงินจ้างช่างติดตั้ง นับเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่ใช้ได้ดีมีประสิทธิภาพ

แวะชมสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.homepro.co.th/c/TOO020302

56


ถือเป็นอีกไอเทมที่จะออกไปไหนมาหนก็ต้องมีพกติดตัวไว้ตลอดสำหรับ “แอลกอฮอล์” ทว่าอย่างที่ทราบกันดีในปัจจุบันมีให้เลือกทั้งเป็นแบบเจล VS สเปรย์ ซึ่งทำเอาหลาย ๆ คนเกิดความสงสัยว่าถ้าจะต้องเลือกใช้จริง ๆ แบบไหนดีกว่ากัน? และเพื่อให้การนำไปใช้เกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสุด เราไม่พลาดที่จะนำเสนอรายละเอียดที่น่าสนใจรวบรวมมาให้ทำความเข้าใจกัน

แอลกอฮอล์แบบเจล VS สเปรย์ชนิดไหนดีกว่า??
1. แบบเจล
เจลแอลกอฮอล์นั้นจะมีลักษณะหนืด ๆ เหนียว ๆ บรรจุอยู่ในหลอดขนาดเล็กเพื่อให้สะดวกต่อการใช้ บีบลงที่ฝ่ามือ ตัวน้ำยาจะออกมาเป็นก้อนจากนั้นก็ถูล้างได้เลยตามต้องการ การันตีความปลอดภัยต่อผิวผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะผิวบอบบางแพ้ง่ายมากน้อยเพียงใดก็ใช้ได้ไม่มีปัญหา ทั้งนี้เพราะเป็นชนิด Ethyl ALCOHOL โดยองค์การอนามัยโลกได้กำหนดเอาไว้ว่าจะต้องมีความเข้มข้นอยู่ที่ 70 - 75% เท่านั้น เนื่องด้วยหากว่ามีปริมาณต่ำ หรือสูงไปกว่านี้ Alcohol ก็จะระเหยไปในอากาศอย่างรวดเร็ว และการฆ่าเชื้อก็จะเป็น 0
จุดเด่น : ทำออกมาเพื่อนำไปใช้ล้างมือโดยเฉพาะ มีบางแบรนด์ผสมสารให้ความชุ่มชื้นก็ช่วยฆ่าเชื้อโรคด้วย แล้วมือก็ชุ่มชื้นด้วย และอ่อนโยนต่อผิวบอบบาง แพ้ง่าย
จุดด้อย : ด้วยความที่เป็นของเหลงหนืดเปิดหลอดบีบใช้แล้วอาจมีเลอะเปื้อน ค้างปากหลอด และไม่สามารถใช้ทำความสะอาดพื้นผิวอื่น ๆ ได้ ถ้าจะใช้ต้องบีบใส่ทิชชู่แล้วเอาไปเช็ด มีความยุ่งยาก

2. ชนิดสเปรย์
ลักษณะของสเปรย์แอลกอฮอล์จะเป็นของเหลวรูปแบบน้ำ ถูกบรรจุอยู่ในขวดโดยใช้หัวสเปรย์ช่วยทำให้เกิดความฟุ้งกระจาย ทำให้พกพาและใช้งานง่ายดายมาก ๆ ทั้งนี้ ยังต้องเลือกเป็น Ethyl Alcohol หรือ Isopropyl Alcohol สร้างความปลอดภัยให้กับการใช้ (แต่แบบ Ethyl Alcohol ช่วยฆ่า Covid - 19 ได้ดีกว่า) เช่นกันองค์การอนามัยโลกกำหนดปริมาณที่ต้องมีความเข้มข้น 70% ถึงจะดีต่อการฆ่าเชื้อ
จุดเด่น : ถูกบรรจุในขวดเล็ก ทำให้พกพาง่ายๆ แค่ฉีดก็ฆ่าเชื้อได้แล้ว หรือจะนำมาฉีดพื้นผิวต่าง ๆ อย่างเช่น มือถือ ลูกบิดประตู โต๊ะ เก้าอี้ ฯลฯ ได้หมดเลยด้วย หยิบจับอะไรเชื่อมั่นมากขึ้น
จุดด้อย : เมื่อเป็นแบบน้ำฉีดไปแล้วก็จะระเหยได้ง่าย แต่ความระเหยนี้เองทำให้มือขาดความชุ่มชื้น ฉีดใช้งานบ่อยผิวก็จะแห้งกร้าน บางคนแห้งแตก ลอกได้เลย

แอลกอฮอล์ทั้งชนิดเจล หรือชนิดสเปรย์นั้นมีความแตกต่างกันอยู่ จุดเด่น จุดด้อย รวมทั้งลักษณะของผลิตภัณฑ์ แต่ที่เหมือนกันคือพร้อมช่วยฆ่าเชื้อต่าง ๆ ให้ตายลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเชื้อโควิด - 19 ที่ยังคงทวีความรุนแรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ยิ่งปัจจุบันความเสี่ยงติดเชื้อก็ง่ายกว่าเดิมไปอีก มีไว้แบบไหนก็ดีเหมือนกันหมด

เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.homepro.co.th/c/HHP0613

57


ท่านใดที่กำลังมองหาถังพ่นยาแบบแบตเตอรี่อยู่จะรีบซื้อโดยไม่พิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ก็คงไม่ได้ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยท่านให้ซื้อถังพ่นที่มีมาตรฐาน ใช้งานกันไปยาว ๆ จึงไม่พลาดที่จะรวบรวมข้อมูลชั้นเยี่ยมเพื่อการศึกษาซึ่งจะเกี่ยวข้องกับตัวชี้วัดที่บ่งบอกว่าควรเลือกถังแบบแบตเตอรี่อย่างไรให้น่าใช้งานมากที่สุด จะมีอะไรบ้าง รีบตามมาเลยดีกว่า

ตัวชี้วัดที่บ่งบอกถังพ่นยาแบบแบตเตอรี่นี่แหละซื้อเลย
1. ความจุของตัวถังที่ใช้
ตัวถังนั้นจะมีส่วนช่วยในการกักเก็บสารเคมีสำหรับใช้ฉีดพ่น ไม่ว่าจะยาฆ่าแมลง สารเคมีกำจัดวัชพืช หรือปุ๋ย หากความจุถังมากโอกาสที่จะใช้งานฉีดพ่นได้มากก็มีสูง ไม่เปลืองพลังงาน ไม่เสียเวล่ำเวลาต้องกลับไปเติมสารเคมี บ่อย ปกติรุ่นที่ต้องสะพายหลังก็จะให้บรรจุได้ไม่เกิน 20 ลิตร หรือเล็กกว่านั้นก็ไม่มีปัญหา จัดว่ากำลังพอเหมาะ

2. น้ำหนัก
อย่างที่รู้กันดีว่าการใช้งานเครื่องพ่นยาแบตเตอรี่นั้นมีการสะพายหลัง ดังนั้นตัวชี้วัดสำหรับซื้อใช้งานต่อมาก็คือเรื่องของน้ำหนัก ที่ควรอยู่ประมาณ 10 – 15 ปอนด์ ต้องรู้ว่าสารเคมีที่จะบรรจุในถังมีมากน้อยเท่าใด ก็เพราะว่าตัวคุณเองจะต้องเป็นผู้แบกถังนี้ไปจนกว่าฉีดพ่นจบงาน

3. แรงดันสูงสุด
ต่อมาจะเป็นเรื่องของแรงดันสูงสุด มีหน่วยวัดเป็นปอนด์ต่อตารางนิ้ว หรือ PSI โดยเป็นหน่วยวัดแรงดันมาตรฐาน ยิ่งแรงดันมากก็ต้องมีพลังงานไว้ใช้งานมากตามไปด้วย งานที่รอฉีดพ่นก็จะเสร็จสิ้นในเวลาอันรวดเร็ว

4. ความจุของแบตเตอรี่
ไม่ใช่แค่ความจุของตัวถังฉีดพ่นยาเท่านั้นที่จะเป็นตัวชี้วัด แต่ความจุของแบตเตอรี่ก็สำคัญเช่นกัน โดยปริมาณดังกล่าวมีหน่วยวัดเป็นแอมป์ ปริมาณแบตที่มากก็จะสื่อถึงการใช้งานเครื่องที่มีชั่วโมงการทำงานยาวนานกว่า จึงต้องรู้ว่าปกติฉีดพ่นนานเพียงใดเพื่อให้การจ่ายไฟฟ้าเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ

5. ราคา
ปิดท้ายกันที่เรื่องของราคา ถ้าเป็นชนิดสะพายหลังแล้วก็จะมีราคาจำหน่ายสูงมากกว่าแบบอื่น แต่กระนั้นเองก็ต้องพิจารณาดูวันที่จะซื้อไว้เลย เนื่องจากบางเว็บอาจมีการเปลี่ยนแปลงก็เป็นได้ เอาที่สอดคล้องกับเงินทุน ไม่เดือดร้อนตนเองในอนาคต

แน่นอนว่าการเลือกใช้งานเป็นถังพ่นยาแบบแบตเตอรี่จะให้ความสะดวกสบายที่มากกว่าแบบดึงคันโยกอยู่แล้ว ทั้งเรื่องการใช้งาน รูปทรง ไปจนถึงราคา (อาจสูงกว่าเพราะว่าความสะดวกสบายแต่ก็คุ้มค่า) อย่างไรก็ดีหลังจากใช้งานแล้วก็ต้องทำความสะอาด รวมถึงตรวจสอบแบตเตอรี่ด้วย อาจต้องถอดหากไม่ใช้งาน และคอยชาร์จไฟเติมให้เต็มอยู่เสมอ เพื่อยืดอายุการใช้งานไม่ต้องเสียเงินเสียทองซื้อเปลี่ยนเรื่อยๆ

เข้าชมเว็บไซต์ได้ที่
Official Website : https://www.homepro.co.th/c/OUT0208

58


สำหรับไอเทมยอดนิยมเวลาที่จะออกไปไหนมาไหนต้องมีติดตัวไปด้วยเสมอนั้นก็คงหนีไม่พ้นกับหน้ากากอนามัยอย่างแน่นอน ซึ่งสมัยนี้มีให้เลือกใช้งานหลากหลายมาก ๆ จนบางท่านอาจเกิดความสงสัยว่าสวมชนิดไหนช่วยป้องกันอะไรได้บ้าง ทั้งนี้เพราะปกติมีทั้งฝุ่น PM 2.5, โควิด – 19 รวมทั้งฝุ่นละอองต่าง ๆ เต็มไปหมด และเพื่อให้การเลือกซื้อเลือกหาใช้งานตอบโจทย์ ก็มีรายละเอียดมาแนะนำ

เปรียบเทียบหน้ากากอนามัย ชนิดไหนช่วยป้องกันอะไรได้บ้าง?
1. หน้ากากทางการแพทย์
จะเป็นหน้ากากที่ผลิตจากใยสังเคราะห์โดยมีฟิลเตอร์กรองใช้งาน 3 ชั้น คุณสมบัติเด่นช่วยป้องกันหลากหลายทั้ง เชื้อรา แบคทีเรีย ของเหลวจากการไอ จาม ฯลฯ แน่นอนว่าจะช่วยป้องกันโควิด – 19 ได้ดี แต่หากเป็นฝุ่น PM 2.5 ยังช่วยไม่ได้

2. หน้ากาก N95
เป็นหน้ากากอีกชนิดที่ได้รับความนิยมเลือกใช้งานอย่างที่สุดกับ N95 มีความสามารถในการป้องกันได้ทั้งฝุ่น PM 2.5 และโควิด – 19 ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรค หรือฝุ่นที่เล็กสุด 0.3 ไมครอนก็ยังไม่อาจเล็ดรอดผ่านหน้ากากที่สวมใส่ไปได้

3. หน้ากากคาร์บอน
มองข้ามไม่ได้เลยจริง ๆ สำหรับแมสปิดปากคาร์บอน ซึ่งตัวฟิลเตอร์กรองอากาศนั้นจะมีอยู่ 3 ชั้น ป้องกันสารเคมีได้เลยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ป้องกันแบคทีเรีย แน่นอนว่าโควิด – 19 ก็ช่วยได้เช่นกัน แต่หากฝุ่น PM 2.5 ยังไม่สามารถป้องกันตามมาตรฐานนัก

4. หน้ากาก FFP1
นับว่าเป็นหน้ากากที่มีคุณสมบัติการป้องกันที่ช่วยเรื่องของฝุ่นควัน รวมทั้งเชื้อโรค เชื้อไวรัส แบคทีเรียต่าง ๆ ได้เสมือนหน้ากาก N95 แต่การออกแบบจะต่างออกมา แต่ถึงจะดีไซน์คนละแบบทว่ามาตรฐานการผลิตฝั่งยุโรปนับว่าน่าเชื่อถือ ไว้ใจได้จริง ช่วยป้องกันได้ทั้งฝุ่น PM 2.5 และโควิด – 19

5. หน้ากากผ้า
ที่จริงแล้วหากจะพูดว่าหน้ากากผ้าป้องกันโควิด – 19 ได้เพียว ๆ ก็ไม่ถูกทั้งหมด เพราะมีความสามารถในการกรองเล็กสูงสุดเพียง 5 ไมครอน (ขึ้นอยู่กับชนิดเส้นใย) จึงสามารถนำมาใช้ร่วมกับหน้ากากแบบทางการแพทย์ได้เลยจะเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่า ส่วนการป้องกันฝุ่น PM 2.5 ยังช่วยไม่ได้ แต่ข้อดีของหน้ากากผ้าคือใช้งานแล้วสามารถซักเพื่อให้กลับมาใช้ใหม่ได้ปกติ

6. หน้ากาก Super 3D
ตบท้ายการเลือกแมสกับ Super 3D กันบ้าง โดยจะมีคุณสมบัติในการป้องกันทั้งฝุ่น PM 2.5 และเชื้อไวรัสโควิด – 19 รูปทรงจะค่อนข้างกระชับ สายคล้องหูไม่รัดแน่นมาก นุ่มสบายไม่เจ็บเวลาต้องสวมใส่นาน ๆ ตลอดวันก็หมดห่วง

จะเห็นได้เลยว่าหน้ากากอนามัยบางแบบก็ไม่สามารถป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้ หรือบางแบบไม่สามารถป้องกันโควิด – 19 ได้ หนักกว่านั้นคือแบบฟองน้ำจะไม่สามารถป้องกันอันตรายใด ๆ ได้ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ก่อนจะเลือกซื้อจึงควรต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์การนำไปใช้ให้ดี ๆ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.homepro.co.th/c/TOO020106

59


การทำความสะอาดสิ่งของรอบตัว หรือภายในบ้านกับสถานการณ์โควิด - 19 แบบนี้ต้องให้ความสำคัญอย่างมากที่สุด เนื่องจาก 80% ของการติดเชื้ออยู่ที่การสัมผัสโดยมือเรานั่นเอง ซึ่งผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่น่าสนใจอย่างเดทตอลหลาย ๆ คนยืนยันช่วยได้จริง บทความนี้จึงพาทุก ๆ คนไปศึกษาทำความรู้จักกัน เพื่อการดูแลสุขอนามัยที่ดีต่อไป ลดความเสี่ยงติดเชื้อโควิด - 19

แนะนำผลิตภัณฑ์เดทตอลเพื่อการทำความสะอาดภายในบ้าน
1. สเปรย์สำหรับฆ่าเชื้อ
ผลิตภัณฑ์แรกที่อยากแนะนำมาก ๆ ก็จะเป็นรูปแบบสเปรย์ฆ่าเชื้อ มีส่วนผสมของ Ethyl Alcohol กว่า 70% v/v ดำเนินการผ่านห้องปฏิบัติการ Microbac laboratories Inc. อเมริกา โดยการทดสอบอย่างจริงจัง ผลออกมาพบว่าสามารถฆ่าเชื้อโควิด - 19 ได้มากถึง 99.9% ยิ่งไปกว่านี้ยังมีความสามารถในการฆ่าเชื้อรา หรือเชื้อแบคทีเรียได้ด้วย  ซึ่งการเลือกใช้แบบสเปรย์นั้นต้องยอมรับว่ามีจุดดีเยอะมาก ด้วยเหตุว่าเราสามารถฉีดเข้าถึงได้ทุกซอกมุม หรือวัสดุที่ยากต่อการทำความสะอาดอย่าง ผ้า ก็สามารถจัดการได้ง่าย และเร็วมาก แน่นอนว่ามีกลิ่นให้เลือกหลากหลายเลยทีเดียว ในส่วนของการใช้งาน Dettol แบบสเปรย์นั้นสามารถฉีดได้ทุกพื้นผิว อาทิ ฝาผนัง, พื้น, วัสดุพื้นผิวนุ่ม อาทิ ผ้าม่าน เบาะ โซฟา ฯลฯ เพียงเขย่าก่อนเปิดใช้งาน และหลังจากเขย่าแล้วก็ให้ฉีดโดยห่างจากพื้นผิวที่ต้องการทำความสะอาด 20% และทำค้างไว้ 5 วินาที จากนั้นทิ้งไว้ 10 นาทีให้เปียกชุ่ม สุดท้ายจึงเช็ดด้วยผ้าแห้งจนสะอาด

2. น้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดทำความสะอาด
อีกผลิตภัณฑ์การใช้งาน Dettol ก็คือน้ำยาทำความสะอาดอเนกประสงค์ ที่ประสิทธิภาพยืนหนึ่งมาก ได้รับความนิยมเลือกใช้งานมาอย่างยาวนาน ช่วยฆ่าเชื้อต่าง ๆ บนพื้นผิวได้อย่างดี ได้แก่ เชื้อโควิด - 19 ก็ได้ถึง 99.9% นอกจากการใช้งานถูพื้น ซักผ้า ก็ยังใช้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ จะเช็ดมือถือ โต๊ะ เก้าอี้ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ได้หมด เพียงใช้ตามคำแนะนำที่มีบอกบนฉลาก คือ
- การซักผ้า : ให้ผสมในปริมาณ 2 ฝา ต่อน้ำ 2 ลิตร (1 ฝา = 21 มิลลิลิตร) หลังจากนั้นให้แช่ทิ้งไว้ 10 นาที เป็นการฆ่าเชื้อโรค แล้วจึงซักทำความสะอาดได้ตามปกติ
- เช็ดถูพื้นผิว หรืออุปกรณ์ทั่วไป : ให้ผสม 4.5 ฝา กับน้ำ 2 ลิตร (โดยที่ 1 ฝา = 21 มิลลิลิตร) แล้วก็เอาไปใช้งานได้เลย หรือจะแช่ทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วใช้ผ้ามาเช็ดก็ได้

เดทตอลจัดเป็นผลิตภัณฑ์ช่วยทำความสะอาดที่น่าสนใจมาก ๆ มีให้เลือกหลากหลายแบบ พร้อมช่วยจัดการความสกปรกทั้งหลาย ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อโรค รวมทั้งเชื้อโควิด - 19 ได้อย่างดี สุขอนามัยดีร่างกายก็แข็งแรงดี ไม่เคยใช้ก็ลองปรับใช้ดูได้ไม่เสียหาย สนนราคาไม่แพงอย่างที่หลาย ๆ คนคิด

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.homepro.co.th/c/HHP0609

Pages: 1 2 3 [4]