Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - guupost

Pages: [1] 2
1


การปูพื้นด้วยหญ้าเทียมได้รับความนิยมสูงมาก ด้วยความสวยงาม มองไปแล้วดูสบายตาอย่างเป็นธรรมชาติ ทว่าก่อนจะเลือกซื้ออยากให้หลายท่านได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับส่วนประกอบที่มี เพื่อสร้างความเข้าใจในการนำไปใช้ ซึ่งจะมีส่วนประกอบอะไรบ้าง ไปติดตามพร้อม ๆ กันได้เลย แล้วการเลือกซื้อจะผ่านไปได้ราบรื่นมากขึ้น ไม่ต้องเสียเงินเสียทองซื้อบ่อย

ส่วนประกอบของหญ้าเทียมมีอะไรบ้าง?
โดยทั่วไปแล้วหญ้านี้จะมีความยาวอยู่ประมาณ 5 – 60 มิลลิเมตร และมีความหนาอยู่ประมาณ 1 – 5 มิลลิเมตร มีทั้งแบบม้วนเป็นเมตรกว้าง 2 – 4 เมตร และเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสซึ่งเมื่อคิดติดตั้งก็ต้องให้หญ้ามีขนาดที่พอดีกัน แต่ยิ่งพื้นที่มากหญ้าเทียมราคาก็จะสูงตามลำดับ ถามว่าหญ้าดังกล่าวจะมีส่วนประกอบอะไรบ้าง?
1. ฐานหญ้า หรือ Backing
จะเป็นส่วนของฐานหญ้าที่ทำมาจากเส้นใยสังเคราะห์โพลีเอทิลีน ใช้เส้นใยในลักษณะแบบสานติดกันเป็นแผ่น ๆ เปรียบเสมือนเป็นดินให้กับหญ้า มีส่วนช่วยระบายน้ำออกได้ดีเมื่อเจอน้ำฝนตกใส่ จึงไม่ทำให้เกิดการอบ กักเก็บน้ำไว้ใด ๆ
2. ตัวหญ้า หรือ Artificial Turf
สำหรับตัวหญ้าเทียมปูพื้นนั้นก็จะใช้เป็นเส้นใยสังเคราะห์โพลีเอทิลีนอีกเช่นกัน ซึ่งคุณสมบัติจะมีความทนทานสูงมาก ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพอากาศแบบไหนก็ไม่เสียหายง่าย มีสารเคลือบป้องกันรังสี UV ใข้งานต่อไปได้แบบยาว ๆ ไม่เสื่อมสภาพไวอย่างที่คิด
3. ทรายที่แทรกตามตัวหญ้า และยาง หรือ Infill
เป็นอีกส่วนประกอบที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ กับทรายที่แทรกตามหญ้าจะใช้เป็นซิลิกา ไม่กลมมน ไม่มีเหลี่ยมหรือมุมใด ๆ ความยืดหยุ่นสูงมาก เป็นการลดความเสี่ยงบาดเจ็บ หรือเกิดอุบัติเหตุที่มาจากทรายในหญ้า พร้อมช่วยป้องกันไม่ให้เส้นใยของหญ้าที่มีฉีกขาดง่าย หรือลดความเสียหายที่เกิดจากนักกีฬา หรือตัวคนเมื่อเหยียบย่ำได้ดี ส่วนตัวยางนั้นก็จะทำหน้าที่ให้ใยหญ้าคืนกลับสู่สภาพเดิมได้ไวหลังถูกหยียบไปแล้ว และช่วยให้การสัมผัสของนักกีฬากับเส้นใยคล้ายเหยียบหญ้าจริง เพิ่มความรู้สึกร่วมในการใช้งาน

หญ้าเทียมจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้ใช้งานในสนามฟุตบอลเท่านั้น หากคุณ ๆอยากปูพื้นหญ้าหน้าบ้านเพิ่มความสดใสอย่างเป็นธรรมชาติก็ทำได้ด้วย การปูมีทั้งแบบทับพื้นดิน และพื้นปูนซีเมนต์ โดยลักษณะการติดตั้งจะแตกต่างกันไป ใครอยากติดตั้งบนพื้นแบบไหนก็อยากแนะนำให้ศึกษาวิธีการปูอย่างละเอียด หรือถ้าจะให้ดีที่สุดเรียกผู้เชี่ยวชาญมาช่วยปูเลยสบายใจ ใช้งานได้เต็มที่ ไม่เปลืองเงินเงินอย่างที่คิด ได้ในสิ่งที่ตนเองคาดหวังเอาไว้แน่

สั่งซื้อสินค้าได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.homepro.co.th/c/OUT0401

2


พ่อค้าแม่ค้าร้านออนไลน์เปิดให้บริการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แน่นอนว่ากล่องกระดาษไปรษณีย์นั้นมีความสำคัญ และจำเป็นอย่างมาก แต่ด้วยขนาดที่มีให้เลือกหลากหลาย จึงอาจกลายเป็นปัญหาให้กับหลาย ๆ คน ทั้งนี้เพราะไม่ทราบว่าสินค้าประเภทไหนจะเลือกใช้กล่องขนาดใดได้บ้าง จึงไม่พลาดรวบรวมข้อมูลมาให้พิจารณา เพื่อการใช้งานที่ตอบสนองความต้องการขั้นสุด

สินค้าประเภทไหนควรเลือกกล่องกระดาษอย่างไร?
1. สินค้าแบบขายปลีก
เผื่อว่าร้านไหนเป็นแบบขายปลีกที่ขนาดสินค้าไม่ได้ใหญ่มาก ประมาณ 1 – 10 ชิ้นแบบไม่เกิน 5 เซนติเมตร แนะนำว่าให้เลือกเป็นกล่องขนาด 00 หรือ A ได้เลย เนื่องมาจากจะกะทัดรัด แพ็คง่าย และส่งสินค้าไปยังลูกค้าได้แบบปลอดภัยหายห่วง โดยส่วนมากก็จะเขียนจ่าหน้าที่อยู่ของผู้ส่ง - ผู้รับได้เลยด้วย เพิ่มความน่าเชื่อถือให้ร้าน แต่ตอนห่อแนะนำว่าให้ใช้บับเบิ้ลช่วยในกรณีที่ของแตกหักง่ายถ้าโยนหรือโดนทับ

2. สินค้าแบบขายยกโหล
สำหรับท่านใดที่ขายแบบสินค้ายกโหล สินค้าจำนวนมาก หรือสินค้ามีขนาดใหญ่ต้องการพื้นที่เมื่อวางสินค้าไปแล้วมีเหลือเพียงพอต่อการกันกระแทก (ห่อบับเบิ้ล) แนะนำว่าให้เลือกเป็นกล่องไปรษณีย์ขนาดใหญ่ตั้งแต่ B, C หรือ D ไปเลย (จริง ๆ มีขนาดใหญ่กว่านี้สอบถามร้านขายกล่องก่อนได้) เพื่อให้การจัดส่งถึงปลายทางอย่างปลอดภัยและถึงทีเดียวพร้อมกัน ไม่ต้องมาแยกกล่องเล็กให้เสียเวล่ำเวลา และสิ้นเปลืองค่าขนส่ง รวมถึงเกิดกล่องหนึ่งหายไปเป็นเรื่องใหญ่ไปอีก

3. สินค้าประเภทรองเท้า หรือกระเป๋า
หากเป็นสินค้าประเภทรองเท้า หรือกระเป๋าแล้ว เราจำเป็นต้องเลือกใช้กล่องไปรษณีย์ขนาดใหญ่อย่างเบอร์ D ไปเลย เพราะอย่างที่ทราบถ้ากล่องขนาดใหญ่พื้นที่ภายในก็จะกว้าง ด้วยรูปทรงของรองเท้า หรือกระเป๋าบรรจุแล้วจะไม่เสียทรง กระนั้นหากเป็นกระเป๋าใบเล็ก ๆ ก็ใช้เป็นกล่องขนาด B, C ก็ไม่มีปัญหา แต่อยากให้วัดขนาดเซนติเมตรก่อนแล้วเลือกกล่องดีที่สุด

ขนาดกล่องไปรษณีย์ที่มีในปัจจุบัน
เผื่อว่าท่านใดที่อยากทราบขนาดกล่องให้มากขึ้นเราก็มีมาแนะนำพอสังเขปเพื่อช่วยตัดสินใจการสั่งมาใช้งาน ได้แก่ ขนาดกล่อง เบอร์ A ที่ 14 X 20 X 6 เซนติเมตร, ขนาดกล่องเบอร์ B ที่ 17 X 25 X 9 เซนติเมตร, ขนาดกล่องเบอร์ C ที่ 20 X 30 X 11 ซม., ขนาดกล่องเบอร์ D ที่ 22 X 35 X 14 เซนติเมตร, ขนาดกล่องเบอร์ E ที่ 24 X 40 X 17 เซนติเมตร, ขนาดกล่องเบอร์ F ที่ 30 X 45 X 20 เซนติเมตรเป็นต้น

กล่องกระดาษเพื่อการนำไปใช้ส่งพัสดุมีให้เลือกหลากหลายแบบ แนะนำว่าการพิจารณาจากขนาดของสินค้าที่ขายแล้วค่อยซื้อย่อมดีกว่า เพื่อให้ไม่ผิดพลาดเสียเงินไปโดยใช่เหตุ แล้วการส่งพัสดุถึงมือลูกค้าของท่านจะสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า จนกลับมาซื้อซ้ำอีกหลายรอบแน่นอน

เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่
Website : https://www.homepro.co.th/c/HHP0801

3


เมื่อกล่าวถึงกระดาษทิชชู่ขึ้นมาแล้ว แน่นอนว่าในท้องตลาดมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งชนิด สี เนื้อสัมผัส ฯลฯ อย่างไรก็ตามสิ่งที่หลาย ๆ คนอาจสงสัยกันอยู่คือประเภทการใช้แบบชำระทั่วไป และแบบเช็ดหน้า ซึ่งเรื่องนี้ควรให้ความสำคัญกันอย่างที่สุด เนื่องจากหากเลือกใช้ได้เหมาะสมก็จะไม่เป็นอันตรายต่อผิวสัมผัสร่างกาย ซึ่งแต่ละประเภทจะเป็นอย่างไรนั้นเราไปติดตามกันเลยดีกว่า

ลักษณะของกระดาษทิชชู่แบบทั่วไป VS เช็ดหน้า
ทิชชู่แบบทั่วไป หรือที่เรียกกันติดปากว่า “กระดาษชำระ” เป็นกระดาษที่พบได้ในห้องน้ำสาธารณะ หรือตามร้านอาหารที่วางไว้บนโต๊ะอาหารให้หยิบใข้งาน ส่วนมากผลิตจากต้นไม้ รวมถึงเยื่อหมุนเวียนใหม่ที่มาจากกระดาษรีไซเคิล โดยเรื่องของขนาดนั้นจะมีได้ทั้งเล็กและใหญ่ต่างกันไปตามยี่ห้อที่ผลิต มีทั้งแบบสีขาว หรือลวดลาย สีสันต่าง ๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วปัจจุบันจะผลิตให้มีความหนามากกว่า 2 ชั้น โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ
1. ทิชชูแบบม้วนใหญ่ หรือแบบ Jumbo Roll Tissue มีให้เห็นตามห้องน้ำห้างสรรพสินค้า หรือตามองค์กรต่าง ๆ ปั๊มน้ำมัน ฯลฯ ราคาไม่แพง มีความบางของกระดาษเพื่อให้ความยาวในการดึงใช้งานเพิ่มมากขึ้น ซึมซับของเหลวได้น้อย สะดวกต่อการใช้ ไม่ต้องเปลี่ยนม้วนใหม่บ่อย ผลิตจากกระดาษธรรมชาตินำเนื้อเยื่อมาทำ จึงไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

2. ทิชชูแบบม้วนเล็ก หรือแบบ Bathroom Tissue มีให้เห็นได้ตามร้านอาหาร ในบ้าน ครัวเรือนต่าง ๆ เนื้อสัมผัสจะเป็นได้หลากหลาย นำไปประยุกต์ใช้ตามต้องการไม่ใช่แค่ในห้องน้ำเท่านั้น ใช้เช็ดสิ่งต่าง ๆ ก็ไม่มีปัญหา

วิธีใช้กระดาษทิชชูอย่างเหมาะสม
แน่นอนว่าการนำไปใช้นั้นมีหลากหลาย แต่ที่ไม่เหมาะสมเลยคือการเช็ดตามผิวโดยเฉพาะผิวหน้า เพราะว่าโอกาสที่จะเกิดการระคายเคืองมีสูง บางแบรนด์ถูกเกินไปผลิตแบบไม่ได้มาตรฐาน เอามาเช็ดก็เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียได้ด้วย ไม่ว่าจะนำไปเช็ดก้น หรือแม้แต่เช็ดผิวที่มีบาดแผลก็ตาม

กลับกันหากเป็นทิชชู่เช็ดหน้าจะอยู่ในลักษณะเป็นแผ่น ๆ ดึงใช้งานได้ตามสบาย จะซับเหงื่อ หรือเช็ดเครื่องสำอางได้หมด มีทั้งแบบขาวสะอาด และมีลวดลาย ถูกบรรจุในกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า เนื้อกระดาษจะเรียบหนา มีอย่างน้อย 2 ชั้น นุ่ม สะอาด และมีค่า pH ที่ 5.5 – 8.5 เหนียวมากกว่าชนิดอื่น และใช้ได้แม้ผิวสัมผัสจะบอบบางแพ้ง่ายแค่ไหนก็ตาม

สำหรับท่านใดที่คิดจะซื้อใช้ทั้งกระดาษทิชชู่แบบชำระทั่วไป และแบบเช็ดหน้า มีวิธีการเลือกที่ต่างกัน คือ หากเป็นแบบชำระทั่วไปเลือกความนุ่มที่พอดี ด้วยเหตุว่าบางอย่างก็ต้องสัมผัสผิว และต้องเลือกแบบย่อยสลายในน้ำได้ดีด้วย ส่วนแบบเช็ดหน้าแนะนำให้เลือกแบรนด์ที่เนื้อกระดาษบริสุทธิ์ ไม่มีสารเคมี หรือสารเรืองแสงต่าง ๆ ซึบซับน้ำได้ดี และเนื้อสัมผัสนุ่มอ่อนโยนต่อผิวของเรา

ชมสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
Official Website : https://www.homepro.co.th/c/HHP0213

4


ท่านไหนที่มีรองเท้ามากมั่นใจเลยว่าหลาย ๆ คนต้องเลือกใช้กล่องรองเท้ากันเนื่องด้วยความสะดวกสบายในการจัดเก็บ ทำให้บ้านดูมีระเบียบมากขึ้น ทว่าเมื่อใช้ไปแล้วเป็นเวลานานก็อาจเกิดความชำรุดเสียหายได้ แต่เราจะรู้ได้ยังไง?? บทความนี้มีวิธีสังเกตมาบอกต่อ กล่องไหนควรซื้อใหม่ได้แล้วดีกว่าใช้งานไปเรื่อย ๆ เกิดซ้อนหลายกล่องแตกร่วงเก็บกันวุ่นไปอีก

วิธีการสังเกตกล่องรองเท้าชำรุด เห็นแล้วต้องซื้อใหม่ทันที
1. กล่องจากสีขาวเปลี่ยนสีชัดเจน
สภาพกล่องจากเดิมที่เป็นกล่องรองเท้าใสขาวสวย หรือขุ่นก็ดี กลับกลายเป็นสีเหลือง หรือจากขาวใสก็ขุ่นหมองแล้ว แนะนำว่าซื้อเปลี่ยนได้เลย ก็เพราะว่าเริ่มเสื่อมสภาพ เกิดใช้ไปนานมากขึ้นอาจชำรุดมากกว่าเดิมก็เป็นได้ ไม่คุ้มค่าที่ต้องมานั่งเก็บรองเท้าและเศษกล่องพังเสียหาย

2. มีรอยชำรุด ฉีกขาด
ต่อมานอกจากตัวกล่องที่เปลี่ยนสีไปแล้ว ตัวกล่องมีรอยฉีกขาด รอยชำรุด เกิดรูรั่ว ถ้าปล่อยเอาไว้นานมากกว่าเดิม รอยฉีกขาดชำรุดจะเพิ่มมากขึ้นสุดท้ายก็ทำให้กล่องพังเสียหายได้ โดยเฉพาะกับคนที่ตั้งไว้สูง ๆ หรืออาจมีฝุ่นเข้าไป มีสิ่งสกปรกเข้าไปได้ รวมทั้งสัตว์อื่น ๆ อย่างแมลงสาบ ที่อาจทำลายรองเท้าของท่านแบบไม่รู้ตัว

3. กล่องบุบ ยุบตัว
ไม่ใช่แค่กล่องเปลี่ยนสี หรือมีรอยฉีกขาดชำรุดแล้ว ยังมีเรื่องของตัวกล่องที่ยุบหรือบุบด้วย จะทำให้กล่องเสียทรงพับลงมา เมื่อเป็นแบบนั้นหากใส่รองเท้าไว้นาน ๆ ไม่ได้หยิบออกมาใช้ก็มีโอกาสรองเท้ายุบเสียทรงด้วยเช่นกัน หากพบว่ากล่องใส่รองเท้าเป็นแบบนี้เปลี่ยนไปเลยดีที่สุด

4. มีคราบ รอยเปื้อน กลิ่นเหม็นอับเกินไป
ปิดท้ายก็อาจขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งานด้วย หากกล่องรองเท้ามีคราบ รอยเปื้อน หรือกลิ่นเหม็นอับมากเกิน ชนิดที่ลองเอาไปทำความสะอาดแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น วัสดุที่ใช้อาจเสื่อมสภาพมาก ๆ แล้ว ก็ซื้อใหม่ไปเลยดีกว่า เพราะว่าไม่อย่างนั้นรองเท้าอาจเกิดกลิ่นเหม็นอับสะสม และกลายเป็นแบคทีเรีย เชื้อโรคได้ ยิ่งตัวเองมีกลิ่นเท้าด้วยจะยิ่งเป็นเรื่องใหญ่

กล่องรองเท้าคือสิ่งจำเป็นมาก ๆ สำหรับท่านไหนที่มีรองเท้าใช้งานเยอะ และปัจจุบันก็มีให้เลือกหลากแบรนด์ หลายประเภทด้วย กระนั้นหากใครลองใช้งานแล้วและเกิดปัญหาในลักษณะข้างต้น อยากแนะนำให้ซื้อเปลี่ยนใหม่เลยดีที่สุด โดยเฉพาะท่านใดที่ซ้อนกล่องไว้สูง ทั้งนี้ การทำความสะอาดก็สำคัญมาก ๆ แนะนำว่าให้ทำอย่างน้อย 1 สัปดาห์ 3 ครั้งเลยก็ดี หรือกล่องไหนที่รองเท้าออกไปใช้งานบ่อยก็ยิ่งต้องทำความสะอาด อย่าลืมหมั่นตรวจสอบดูความเปลี่ยนแปลงบ่อย ๆ ด้วย

ชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.homepro.co.th/c/HHP1205

5


ก่อนที่คุณจะตัดสินใจเลือกซื้อโต๊ะพับ หรือเก้าอี้ใด ๆ แล้วจำเป็นต้องพิจารณาถึงปัจจัยรอบด้านอย่างรอบคอบ เพื่อให้การใช้งานตอบโจทย์มากที่สุด ทว่าบางท่านอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่าจะต้องพิจารณาจากอะไรบ้าง เราไม่ปล่อยให้คุณต้องสงสัยอีกต่อไปและได้รวบรวมปัจจัยสำคัญมาให้ศึกษา ยืนยันว่าได้ของที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพดีเหมาะสมกับการใช้งานตามต้องการแน่นอน

4 สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนเลือกซื้อเลือกหาโต๊ะพับ
1. ขนาดของโต๊ะ
ถือได้ว่ามีความสำคัญอย่างมากกับการนำมาใช้งาน ด้วยเหตุว่าจะต้องให้อยู่ในพื้นที่ที่ใช้งานแล้วสะดวก ไม่แคบมากเกินไป ปัจจุบันต้องมีหลายขนาด หลายไซซ์ให้เลือก แนะนำว่าควรวัดพื้นที่ใช้งานให้ดีก่อน โดยขนาดจะอยู่ที่ 50 x 50 เซนติเมตร ไปจนถึง 90 x 180 ซม. หรือบางยี่ห้อก็มากกว่านี้ก็เป็นได้

2. รูปทรงของโต๊ะที่จะนำมาใช้
รูปทรงของโต๊ะก็ต้องพิจารณาอย่างดีในการนำมาใช้งานเช่นกัน โดยทั่วไปแล้วจะมีทั้งเป็นโต๊ะธรรมดา หรือรวมกับเก้าอี้พับด้วย ซึ่งก็จะมีให้เลือกดังนี้
- รูปทรงกลม เหมาะสำหรับการใช้งานเพื่อทานอาหารร่วมกันเข้าถึงได้ทุกมุม ทุกคน จัดวางอาหารได้อย่างมีระเบียบ
- รูปทรงแบบสี่เหลี่ยมมีทั้งสี่เหลี่ยมผืนผ้า และสี่เหลี่ยมจัตุรัส เหมาะกับการใช้วางสิ่งของต่าง ๆ หยิบใช้งานง่าย เข้ามุมตามกำแพงไม่เกะกะ และเมื่อไม่ใช้ก็พับเก็บได้

3. รูปแบบในการพับโต๊ะ
มาต่อกันที่อีกสิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนซื้อให้ดี ก็คือรูปแบบของการพับที่จะช่วยให้การใช้งานและจัดเก็บไม่เกะกะ ยิ่งเป็นการใช้งานโต๊ะพับอเนกประสงค์ที่มีหลายตัวก็จะจัดการรวดเร็ว การพับมีทั้งพับลงทั้งหมด หรือพับแยกกลาง ฯลฯ แต่ปัจจัยสำคัญคือต้องมีความแข็งแรง เคลื่อนย้ายได้สะดวกตามพื้นที่ที่แตกต่าง

4. วัสดุของโต๊ะที่ใช้ผลิต
สุดท้ายเป็นเรื่องของวัสดุของโต๊ะที่มีให้เลือกแตกต่างกันออกไป ทั้งเมลามีน พลาสติก ลามิเนต หรือไม้ประเภทต่าง ๆ ซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีความแตกต่าง จำเป็นต้องดูการใช้งานของเราด้วย เหตุเพราะถ้าตั้งนอกอาคารมีการเปียกน้ำมาก หรือต้องโดนฝนก็อาจต้องเลือกเป็นโต๊ะพลาสติกมากกว่าโต๊ะไม้ หรือถ้าต้องการความแข็งแรง วางของหนักประจำก็เลือกเป็นวัสดุไม้จริงได้ อย่าใช้ลามิเนตทั้งนี้เพราะจะไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร เป็นต้น

ทั้งนี้ อย่าพลาดเรื่องของราคาด้วยเพราะต้องขึ้นอยู่กับวัสดุที่ทำ ขนาด รวมถึงรูปแบบการพับต้องสอดคล้องกัน เพื่อความคุ้มค่า และใช้งานเสร็จทุกครั้งจำเป็นต้องทำความสะอาดตามโต๊ะให้เรียบร้อย เป็นวิธียืดอายุการใช้งาน หวังว่าการมีโต๊ะพับ เก้าอี้ใด ๆ ของคุณจะใช้งานอย่างราบรื่น ไม่ต้องซื้อใหม่บ่อย ๆ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Official Website : https://www.homepro.co.th/c/OUT0607

6


ใครจะทราบว่าหม้อหุงข้าวที่เห็นอยู่นี้จะขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ใด ๆ แล้วมีการใช้ความร้อนที่แตกต่างกันออกไปที่ช่วยให้ได้ข้าวที่หุงเสร็จอร่อย พร้อมเสิร์ฟกินกันแบบอิ่มท้องอิ่มใจ บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักอย่างหมดเปลือก เพื่อให้ใช้งานหม้อหุงข้าวได้อย่างตอบโจทย์ขั้นสุด แต่จะเป็นระบบไหน อย่างไร ท่านใดอยากทราบแล้วก็ไปติดตามกันเลย

3 ประเภทหม้อหุงข้าวที่วิธีให้ความร้อนแตกต่างกัน
1. ระบบแม่เหล็กไฟฟ้า
เริ่มต้นกันที่ระบบแม่เหล็กไฟฟ้า ความน่าสนใจอยู่ตรงการข้าวที่หุงจะสุกเม็ดสวย มีกลิ่นหอม นุ่มอย่างทั่วถึงมากกว่าเดิม รับรองว่ารับประทานแล้วหนุบหนึบเคี้ยวสบาย แต่ด้วยความพิเศษนี้ทำให้มีราคาสูง และกินไฟฟ้ามาก อย่างไรก็ตามหากเลือกเป็นฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ก็สามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ในระดับหนึ่ง

2. ระบบไมโครคอมพิวเตอร์
เป็นระบบหม้อที่มีอยู่ทั้งหม้อหุงข้าวเล็ก หรือหม้อหุงขนาดใหญ่ ใช้งานสะดวกมาก ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่กดใช้อัตโนมัติ การกระจายความร้อนจะเดินทางสู่ตัวหม้อโดยตรง ทำให้ข้าวหุงสุกเร็วทันใจ ท่านใดสนใจอยากได้ข้าวไว ๆ ก็ลองซื้อแบบนี้ดูได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นในบางครั้งความร้อนที่ได้อาจไม่สม่ำเสมอมากนัก

3. ระบบแรงดันสูง
สุดท้ายคือประเภทหม้อที่ได้รับความนิยมสูงมาก ๆ เนื่องจากเป็นการกระจายความร้อนออกไปอย่างทั่วถึง โดยจะรวมกับระบบแรงดันของหม้อหุงข้าวรับประกันว่าข้าวที่ได้จะสุกแบบเม็ดสวย นุ่มนิ่ม หอมอร่อยมากกว่าเดิมด้วย
นอกจากระบบให้ความร้อนของหม้อแต่ต้องพิจารณาฟังก์ชันด้วย
อย่างไรก็ดี ไม่ใช่แค่ระบบการใช้ความร้อนที่ควรประเมินก่อนซื้อ แต่ก็ยังมีเรื่องของฟังก์ชันการใช้งานด้วย ได้แก่ ฟังก์ชันหุงข้าวเหนียว ข้าวกล้อง และธัญพืช สามารถหุงได้หลากหลาย ซื้อหม้อหุงข้าวไฟฟ้าแบบพกพาแล้วมีฟังก์ชันนี้อยู่ช่วยให้เกิดความสะดวกในการหุงมากขึ้น

รวมทั้งการปรุงอาหารที่สามารถทำได้หลากหลายเมนู นอกจากหุงข้าวแล้วก็ยังตุ๋น ต้ม นึ่งได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น อยู่อพาร์ทเม้นต์ อยู่หอพัก หรือห้องชุดไม่มีครัว หรือห้ามทำอาหารก็สามารถใช้ได้โดยไม่มีปัญหา

เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็หวังว่าการเลือกซื้อใช้งานหม้อหุงข้าวจะเกิดความเข้าใจมากขึ้น ได้ระบบที่ตอบโจทย์การใช้งาน ห้ามลืมพิจารณาดูด้วยว่าหุงรับประทานกันกี่คน ถ้า 1 - 2 คนก็ใช้แบบขนาดเล็กได้เลย หรือถ้ามากกว่านั้น ครอบครัวใหญ่ก็อาจต้องใหญ่ขึ้นมาอีก 1 ลิตรรับรองว่าข้าวสวย หอมอร่อย เม็ดนุ่ม อิ่มท้อตามที่ต้องการแน่นอน หรือจะเอาไปประกอบอาหารเมนูอื่นก็ทำได้ไม่ใช่เรื่องยาก

ชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Official Website : https://www.homepro.co.th/c/APP0810

7


ในการใช้งานเครื่องฟอกอากาศพกพาปัจจุบันนี้เป็นที่นิยมอย่างมาก แต่ก็มีบางท่านที่ลังเลไม่รู้ว่าตัวเองควรเลือกซื้อเลือกหามาใช้งานมากน้อยเท่าใด และเพื่อให้เกิดความมั่นใจมากที่สุด คราวนี้เราจะพาทุก ๆ คนไปตรวจสอบกันสักนิดว่ามีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบนี้หรือไม่ เพราะถ้าคำตอบคือใช่ ตกลงใจซื้อได้เลยอย่ารอช้า อย่าลังเล

ท่านใดบ้างที่ควรใช้งานเครื่องฟอกอากาศพกพา
1. ท่านที่เดินทางไปไหนมาไหนเป็นประจำ
ใครที่ชื่นชอบการออกไปนอกบ้าน ไปเรียน ไปท่องเที่ยว ไปทำงานใด ๆ แล้วต้องเจอกับฝุ่นละออง หรือมลพิษทางอากาศเยอะ ยิ่งในปัจจุบันมีโควิด – 19 มาเกี่ยวข้องอีก ทำให้มีโอกาสสัมผัสได้ง่ายมาก ๆ แต่การพกพาเครื่องฟอกอากาศไปด้วยมีส่วนช่วยให้ทุกการเดินทางปลอดภัยมากขึ้น สุขภาพดี หายใจคล่องด้วยอากาศบริสุทธิ์

2. ท่านที่ต้องทำงานกับฝุ่นเยอะ
ท่านไหนที่รู้ตัวว่าในชีวิตประจำวันต้องอยู่กับอากาศที่มีฝุ่นเยอะ มีมลพิษทางอากาศเยอะ หรือแม้แต่ทำงานร่วมกับเกสรดอกไม้มากมายก็ตาม แนะนำว่ามีเครื่องฟอกอากาศแบบพกพาจะช่วยได้อย่างดีเลยทีเดียว เนื่องจากอย่างที่รู้ว่าเครื่องนี้สามารถฟอกให้อากาศภายนอกบริสุทธิ์มากขึ้นด้วยการปล่อยประจุไอออนขั้วลบ สิ่งต่าง ๆ ที่ลอยในอากาศตกลงสู่พื้นดิน บางรุ่นฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัสในอากาศได้ด้วยก็ส่งผลดีต่อสุขภาพยิ่งขึ้นไป

3. คนที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้
อีกไลฟ์สไตล์ที่ขาดเครื่องฟอกอากาศไม่ได้เลยก็คือท่านที่เจ็บป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ ซึ่งจะมีลักษณะอาการไปไหนมาไหนแล้วเกิดจาม ไอ หรือคัดจมูกอยู่บ่อย ๆ แน่นอนว่าหากได้ห้อยเครื่องใช้งานเป็นประจำ ก็จะช่วยปรับสภาพอากาศทำให้ถ่ายเทมากขึ้น ได้รับสิ่งบริสุทธิ์ลงปอด อาการภูมิแพ้ที่เป็นอยู่ไม่ว่าจะอยู่บริเวณไหนก็ไม่กำเริบให้รำคาญใจแน่นอน

กระนั้นก็ตาม การเลือกใช้เครื่องฟอกอากาศห้อยคอนั้นจริง ๆ ก็เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์เลย ไม่ว่าจะทำอะไรแล้วอยากให้อากาศรอบตัวบริสุทธิ์ เนื่องมาจากด้วยกลไกการทำงานพร้อมจะเปิดอากาศโล่งเพื่อการหายใจหายคอคล่องตัว พร้อมช่วยจัดการสิ่งแปลกปลอมได้เต็มที่ บวกกับหากท่านไหนต้องการเครื่องประดับเก๋ ๆ สิ่งนี้ก็พร้อมเป็นให้คุณได้ทันที พกติดตัวไปไหนสะดวกมาก สนนราคาก็ไม่ได้แพงด้วย

เครื่องฟอกอากาศพกพาจะมีหลักการทำงานที่ต่างจากเครื่องฟอกอากาศขนาดใหญ่ ซึ่งจะใช้พัดลมดูดอากาศผ่านแผ่นกรองจากนั้นก็ปล่อยหมุนเวียนอากาศบริสุทธิ์ออกมาทำให้ละอองฝุ่นต่าง ๆ ตกลงพื้น บรรดาเชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัสก็ถูกจัดการด้วยเพราะมีการแตกตัวออกเป็นไอน้ำ และคาร์บอนไดออกไซด์ แน่ใจว่าทุกไลฟ์สไตล์จะมีอากาศบริสุทธิ์รอบตัวให้ใช้งาน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Website : https://www.homepro.co.th/c/APP0203

8


ใครที่กำลังมองหามุมโปรดให้ตัวเองได้พักผ่อนภายในบ้าน ไม่ควรมองข้ามที่จะเลือกใช้อีกเฟอร์นิเจอร์ที่น่าสนใจ อย่าง “เก้าอี้สนาม” เด็ดขาด ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบมาก รับประกันว่าความต้องการพักผ่อนจะได้รับการตอบสนองอย่างดี แต่จะเลือกแบบไหนให้ตอบโจทย์บางครั้งก็จำเป็นต้องทำความเข้าใจข้อมูลอย่างละเอียดด้วยเช่นกัน

เก้าอี้สนามหนึ่งในเฟอร์นิเจอร์สร้างมุมโปรดที่น่าสนใจ
ไม่อยากให้พลาดการเลือกเฟอร์นิเจอร์ดี ๆ สำหรับท่านใดที่ต้องการตกแต่งบ้าน หรือต้องการจัดมุมโปรดให้ตัวเอง เพียงเลือกเก้าอี้ หรือม้านั่งสนามไว้สักตัว การันตีว่าจะช่วยให้การพักผ่อนของคุณ ๆผ่านไปได้อย่างราบรื่นในทุก ๆ วัน ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกเยอะมาก ทั้งรูปทรงที่แตกต่าง สี ลวดลาย ไปจนถึงวัสดุที่ใช้ทำ มีตั้งแต่ไม้สัก ปูน หรือหวายก็มีด้วย เรียกได้ว่ามีไว้เพื่อให้ตัดสินใจเลือกใช้งานอย่างตอบโจทย์เลยทีเดียว

แต่ไม่ว่าจะเป็นการเลือกแบบไหนก็ต้องพิจารณาดูปัจจัยรอบด้านด้วย รวมไปถึงการออกแบบสวน ที่นอกจากความสวยงามแล้วก็คือความปลอดภัย อาจต้องระวังเรื่องสัตว์มีพิษ หรือความสะอาด การดูแลรักษา แล้วการมีมุมโปรดของคุณจะมีความสุขเกินบรรยาย

การเลือกเก้าอี้นั่งเล่นให้ตอบสนองกับผู้ใช้งาน
มาถึงตรงนี้หลายท่านอาจเกิดความสนใจถึงการเลือกเก้าอี้ไว้นั่งเล่นกับมุมโปรด เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุด แน่นอนว่าจำเป็นต้องดูสถานที่สำหรับจัดทำมุมโปรดว่ามีสัดส่วนเท่าไหร่ แล้วจะเลือกนำสิ่งใดมาวางให้ลงตัวได้ เนื่องมาจากพื้นที่ที่เหมาะสมจะช่วยให้การจัดวางดูดีมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้นเราจำเป็นต้องดูไลฟ์สไตล์ด้วยว่าชื่นชอบลักษณะไหน อย่างเช่น หากชอบความโมเดิร์นหน่อยก็ควรใช้เป็นเก้าอี้หวาย หรือถ้าอยากได้คลาสสิกเรียบหรูก็อาจจะเป็นเก้าอี้สีขาว เป็นต้น

ทั้งนี้ต้องพิจารณาขนาดตัวของผู้ใช้งานร่วมกับเก้าอี้ด้วย นั่งกี่คน น้ำหนักตัวเท่าไหร่ เพื่อให้เก้าอี้สามารถรองรับน้ำหนักได้ดี ผู้ใช้งานเองก็จะไม่เมื่อยด้วย

ข้อสำคัญของการซื้อเก้าอี้มุมโปรดยังไม่หมดเท่านี้ จำเป็นต้องพิจารณาดูจากยี่ห้อต้องน่าเชื่อถือ ไว้ใจได้ คุณภาพวัสดุจัดเต็ม ใช้ได้นานไม่ต้องเสียเงินซื้อใหม่บ่อย ๆ แต่เรื่องสนนราคาก็ต้องเลือกให้พอดีงบของท่าน ไม่ใช่ราคาแรงแต่เทียบกับวัสดุแล้วไม่คุ้มค่าอย่างนี้อย่าซื้อเด็ดขาด

เก้าอี้สนามเป็นสิ่งที่พร้อมช่วยเพิ่มความสะดวกสบายได้รอบบริเวณบ้าน สร้างมุมโปรดให้ทุกคนอย่างดีที่สุด หากท่านไหนลังเลอยู่มาถึงตรงนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะตัดสินใจซื้อได้ง่ายมากขึ้น ศึกษาการเลือกเก้าอี้แล้วก็ไม่ควรพลาดศึกษาการจัดสวน จัดมุมโปรดของบ้านด้วยก็ดี เชื่อว่าหลายคนจะสบายใจ หายเครียดมากขึ้นเพียงมานั่งเล่นอยู่ที่มุมนี้ มุมโปรดของที่คิด ตกแต่ง และเลือกเฟอร์นิเจอร์เอง

เข้าชมเว็บไซต์ได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.homepro.co.th/c/OUT060503

9


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวัตถุประสงค์การใช้งานโรงเรือนเพาะปลูกก็เพื่อช่วยดูแลผลผลิตพืชผักต่าง ๆ ให้ออกมาในทิศทางที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุณหภูมิที่หากเหมาะกับชนิดพันธุ์ก็จะได้ผลผลิตยอดเยี่ยม กระนั้นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ก็คือรูปแบบหลังคาที่มีให้เลือกใช้งานต่างกันออกไป แต่จะมีแบบไหน ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง เอาเป็นว่าเราไปติดตามพร้อม ๆ กันทางนี้เลยดีกว่า

3 รูปแบบหลังคาที่นิยมใช้กับโรงเรือนเพาะปลูก
1. โรงเรือนแบบหลังคาโค้ง
มากันที่โรงเรือนชนิดแรกกับรูปแบบหลังคาโค้ง ซึ่งสามารถประกอบได้เองไม่ใช่เรื่องยาก แนะนำหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเพื่อให้แสงแดดได้ส่องเข้ามาภายในอย่างทั่วถึง พืชพรรณได้รับความอิ่มเอมตรงนี้ไปเต็มที่ หลังคาแบบโค้งจะอาศัยลมในการพัดผ่านพาความร้อนไหลเวียนภายใน แต่ก็ต้องระวังเรื่องความร้อนที่ลอยตัวขึ้นด้านบนแล้วจะไหลออกจากหลังคาได้ยาก

2. โรงเรือนแบบหลังคาจั่ว
ไม่ว่าจะสร้างเป็นโรงเรือนปลูกผัก ปลูกพืช หรือต้นไม้ ก็มักจะนิยมใช้หลังคาจั่วอยู่เหมือนกัน ซึ่งหลังคาประเภทนี้จะระบายอากาศได้อย่างดี นิยมเปิดส่วนหน้าจั่วให้โล่งยกสูง เพื่อระบายความร้อนภายในที่อยู่ด้านบนออกได้สะดวกมากขึ้น และยังมีโรงเรือนหลังคาจั่ว 2 ชั้น หรืออยู่แบบต่างระดับด้วย เพื่อกระจายการระบายความร้อนออกจากภายใน แม้จะมีฝนตกสาดก็ไม่สามารถเข้ามาถึงได้
ทั้งนี้ หากใครต้องการโรงเรือนแบบที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก โปร่ง ก็ทำแบบไม่มีผนังได้เช่นกัน หรือหลังคาแบบมุงวัสดุโปร่งแสงก็ได้ แต่หากต้องการปลูกผัก พืชที่ต้องการความชื้นสูง แนะนำก่อผนังอิฐแล้วฉาบปูนขึ้นมาครึ่งหนึ่งเพื่อป้องกันลม และรักษาความชื้นภายใน ไม่ทำให้ใบฉีกขาดง่าย

3. โรงเรือนหลังคาฟันเลื่อย
ตบท้ายกันที่โรงเรือนแบบหลังคาฟันเลื่อย หรือทรง ก. ไก่ ที่ด้านบนของหลังคาจะเปิดเป็นช่องกว้างอากาศถูกระบายออกได้ดี หรือเรียกว่าช่องระบายลมแบบรอยหยัก จะเป็นความร้อนในระดับไหนก็ตามหมดห่วง โปร่ง โล่งสบาย จัดเป็นโรงเรือนปลูกต้นไม้ พืชผักที่น่าสนใจ แต่เรื่องของราคาก็จะสูงมากกว่าโรงเรือนชนิดหลังคาโค้ง

จะอย่างไรก็ตาม ยังมีโรงเรือนเพาะปลูกในลักษณะของตาข่ายไนลอนอยู่ด้วย ซึ่งช่วยเพาะปลูกพืชผัก รวมถึงเพาะต้นกล้าของต้นไม้นานาชนิดได้อย่างดี วัตถุประสงค์หลักจะเน้นที่การป้องกันแมลง เหมาะกับคนที่ไม่ต้องการใช้ยาฆ่าแมลง หรือสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เราสามารถดัดแปลงด้วยโครงสร้างที่แข็งแรงอย่างท่อ PVC, ไม้ไผ่, หลังคามุงพลาสติกพอลิเอทิลีนไม่ทำให้ฝนตกสาดเข้าก็ได้ แต่ทั้งนี้ควรยึดตาข่ายให้แน่นและตึงทุกด้าน จับทิศทางลมให้ดี ไม่ควรตั้งขวางทางลมเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะพังชำรุด เสียหายได้

ดูสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.homepro.co.th/c/OUT0209

10


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในปัจจุบันการดื่มเครื่องดื่มอย่างกาแฟเป็นเรื่องที่สะดวกขึ้น และไม่จำเป็นต้องไปซื้อตามร้านก็ได้แล้ว เหตุเพราะมีแคปซูลกาแฟช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นนั่นเอง กระนั้นเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านเป็นมือใหม่อาจไม่เคยรู้จักอย่างลึกซึ้งมาก่อน ในวันนี้จึงขออาสาพาไปศึกษาข้อมูลส่วนประกอบอย่างละเอียด พร้อมวิธีการชงที่ถูกต้องเป็นแนวทางการนำไปใช้ได้เลย

ส่วนประกอบของแคปซูลกาแฟอย่างละเอียด
อธิบายก่อนว่าแคปซูลใส่กาแฟเป็นตัวช่วยเอาใจคนชื่นชอบดื่มกาแฟอย่างที่สุด ด้วยลักษณะการใช้งานที่ง่ายมาก ๆ และยังเก็บรักษาได้สะดวกสบายขั้นสุด เนื่องด้วยตัวผงกาแฟบดจะถูกบรรจุอยู่ในแคปซูลแล้ว ซึ่งลักษณะจะเป็นถ้วยเล็ก ๆ มีฝาปิดด้านบนซึ่งใข้วัสดุที่แตกต่างกัน คือ
- พลาสติก หรือพอลิเมอร์ : เป็นตัวบรรจุด้านล่าง สีขาวขุ่น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำมาใช้ไม่ก่ออันตรายอย่างแน่นอน
- โพลีเมอร์ฟอยล์อลูมิเนียม และเซลลูโลส : จะมีลักษณะเป็นสีเลื่อม ๆ สดใส การเก็บรักษาก็ง่ายอีกเช่นกัน
- อะลูมิเนียม : ตัวกาแฟแคปซูลจะทำมาจากอะลูมิเนียมส่วนใหญ่ โดยฟอยล์ด้านบนจะป้องกันเครื่องดื่มที่สัมผัสโลหะได้ดี ส่วนใหญ่นำมาใช้ชงซ้ำได้ หรือที่เรียกว่าแคปซูลใช้ซ้ำ ทั้งนี้ มีข้อดีอยู่ไม่น้อยตรงที่ช่วยประหยัดเงิน รสชาติเข้มข้น อร่อย แต่หากหมดอายุการใข้งานแล้วให้โยนทิ้งไปเลยอย่าเอามาใช้ซ้ำ

วิธีการชงกาแฟแบบแคปซูลที่ถูกต้อง
การชงกาแฟแคปซูล nespresso หรือแบรนด์ใดก็ตาม จริง ๆ แล้วต้องใช้ร่วมกับเครื่องชงด้วย โดยจะมีช่องพิเศษที่เอาไว้กรองน้ำกาแฟ โดยจะเป็นการกดบดเอาน้ำร้อนไปต้มแล้วเกิดแรงดันสูงมาเป็นกาแฟสำเร็จรูปในที่สุด ต่อจากนั้นก็นำแคปซูลไปทิ้งทันที แต่ถ้าเป็นแบบใช้ซ้ำได้ก็นำมาใช้ซ้ำต่อจนกว่าจะหมดอายุการใช้งาน
- แคปซูลจะถูกนำเข้าสู่เครื่อง และเป็นแบบ punctured ทั้ง 2 ด้าน
- เมื่อแคปซูลเข้าไปแล้วน้ำร้อนก็จะไหลมาตรงหลุมใดหลุมหนึ่งทันที ซึ่งแรงดันก็สูงที่ 10 – 20 บาร์
- น้ำร้อนก็จะทำปฏิกิริยากับแคปซูลแล้วกลายเป็นน้ำกาแฟให้ดื่มในที่สุด
แอบกระซิบว่าไม่ได้มีเฉพาะกาแฟที่ชงด้วยน้ำร้อนเท่านั้น หลาย ๆ แบรนด์พัฒนาสูตรของตัวเองให้ชงในน้ำเย็นได้แล้วด้วย เป็นแบบ ICE TEA, ICE AMERICANO ฯลฯ

ปัจจุบันมีแคปซูลกาแฟให้เลือกซื้อเลือกหาหลากหลายยี่ห้อมาก ก่อนจะซื้อใช้งานจึงอยากแนะนำให้เลือกยี่ห้อที่ได้มาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ ได้รับเครื่องหมายความปลอดภัยจากหน่วยงาน อย. แล้ว และราคาก็ต้องอยู่ในมาตรฐานด้วย อาทิ NESTLE CAFE AU LAIT, NESTLE SBUX Caramel Macchiato, NESTLE NEW AMERICANO, NESTLE CAFE AU LAIT, VITTORIA COFFEE VCC-0002 ฯลฯ หวังว่าจะช่วยให้การซื้อกาแฟของท่านลดค่าใช้จ่ายลง เพราะว่าหันมาชงเองแบบง่าย ๆ รสชาติบอกเลยว่าเหมือนซื้อร้านแน่นอน

เข้าชมเว็บไซต์ได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.homepro.co.th/c/APP080202

11


ปัญหาตู้เย็น Mitsubishi แบบ 2 ประตูไม่เย็นมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่เราจะทราบได้ยังไงว่าตอนนี้กำลังมีปัญหานี้อยู่ อาการ และสาเหตุเป็นแบบไหนบ้าง เอาเป็นว่าอย่ารอช้ารีบไปเรียนรู้ข้อมูลกันเลยดีกว่า เพื่อให้เกิดความเข้าใจและจะได้ปรับเปลี่ยนการใช้งานได้อย่างเหมาะสม ไม่ต้องเสียเงินซื้อใหม่ในราคาแพง

อาการและสาเหตุของตู้เย็น Mitsubishi แบบ 2 ประตูไม่เย็น
1. ช่องแช่เย็น แช่แข็งมีปัญหาทั้งที่ไฟภายในติด
หากสังเกตได้ว่าช่องแช่เย็น และแช่แข็งไม่เย็นเลย ก็ต้องตรวจสอบการทำงานของคอมเพรสเซอร์ด้านหลังให้ดี เพราะว่าถ้ายังมีการทำงานแบบปกติเครื่องจะมีเสียงอยู่ตลอด แต่หากไม่ได้ยินเสียงก็เท่ากับว่าคอมเพรสเซอร์ชำรุดเสียหายได้ ทำให้ไม่เย็นแม้ไฟในตู้จะติดอยู่ก็ตาม แนะนำหาช่างมาเปลี่ยนดีกว่า

2. ขอบยางเสื่อมสภาพ
เมื่อใช้งานตู้เย็น mitsubishi 2 ประตูเป็นเวลานานก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าขอบยางของเครื่องจะเกิดการเสื่อมสภาพได้ ทำให้การปิดประตูไม่สนิท และเมื่อไม่สนิทก็ทำให้ภายในไม่เย็น แนะนำว่าควรสังเกตที่ขอบยางหากกดไปแล้วไม่นิ่มมือเท่ากับยางเสื่อมสภาพเรียบร้อย ให้นำน้ำอุ่นไปราดแล้วบีบนวด แต่ถ้ายังไม่กลับมานิ่มดังเดิมควรเปลี่ยนขอบยางใหม่ไปเลย

3. ช่องแช่แข็งเย็น แต่ช่องแช่เย็นไม่เย็น
หากมีการตรวจสอบแล้วพบว่าคอมเพรสเซอร์ยังทำงานได้ปกติดี ให้สังเกตที่ช่องแช่น้ำแข็งเลย หากมีน้ำแข็งดันล้นออกมาเท่ากับว่าระบบเซนเซอร์ตรวจจับน้ำแข็งชำรุดเสียหาย คอมเพรสเซอร์เลยทำงานอยู่ตลอดจนเย็นจัด แล้วเกิดน้ำแข็งมาเกาะผิดปกติ

4. จัดของไม่เป็นระเบียบทำให้ปิดบังทางลม
บางครั้งตู้เย็น 2 ประตู Mitsubishi ไม่เย็นก็เกิดมาจากการจัดของไม่เป็นระเบียบได้ด้วย จนทำให้เกิดการอุดตันที่ช่องลมเย็น ไม่สามารถปล่อยลมเย็นออกมาได้ ไม่เกิดการหมุนเวียนภายในเครื่องมาก ส่งผลลัพธ์ให้มีปัญหาไม่เย็น ซึ่งการแก้ไขง่ายมาก แค่คุณ ๆจัดเรียงระเบียบภายในดี ๆ เปิดช่องทางลมเอาไว้ รับรองว่ามีกี่ประตูก็เย็นทั้งหมด

5. การขนย้ายแบบผิด ๆ ก็ทำให้เครื่องไม่เย็น
การขนย้ายแบบผิด ๆ ก็ก่อให้เกิดปัญหาตู้เย็นไม่มีความเย็นได้เหมือนกัน ซึ่งก่อนจะมีการขนย้ายต้องถอดปลั๊กทิ้งไว้ก่อน 48 ชม. แล้วให้ลองเสียบใช้งานใหม่ ถ้าผ่านไปมากกว่า 3 ชั่วโมง แต่ตู้ก็ยังไม่เย็นให้ถอดปลั๊กออกทันที เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายที่คอมเพรสเซอร์ จากนั้นให้ช่างผู้เชี่ยวชาญมาไล่รื้อระบบใหม่

ตู้เย็น Mitsubishi ปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลาย ซึ่งโอกาสที่ใช้ไปนานแล้วเกิดตู้ไม่เย็นเกิดขึ้นได้ตลอด ทว่าหากไม่เย็นก็ลองหาสาเหตุได้เลยตามข้างต้น เพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างตอบโจทย์ แต่กระนั้นหากเพิ่งซื้อมาหมาด ๆ แล้วเกิดปัญหานี้ให้ติดต่อผู้ขายเคลมสินค้าก่อนเลยดีที่สุด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.homepro.co.th/c/APP09?b=mitsubishi

12


หลายคนคงเคยได้ยินคำแนะนำว่าให้เลือกใช้เครื่องครัวไฟฟ้า อย่างกระทะปิ้งย่างไปเลยด้วยความน่าสนใจที่หลากหลาย จัดเมนูเด็ดได้เพียบ ทว่าบางท่านอาจมีความลังเลไม่มั่นอกมั่นใจว่าเหมาะกับตนเองขนาดไหน รวมถึงไม่เคยใช้มาก่อนอยากทราบว่าสิ่งไหนที่ควรทำเพื่อเป็นแนวทางการใช้งานไม่เกิดปัญหาต้องซื้อใหม่ ไม่รอช้ามีรายละเอียดมาให้ศึกษา เพื่อการนำไปปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กระทะปิ้งย่างเหมาะสมกับใครบ้าง ทำไมต้องใช้งาน
เตาปิ้งย่างแบบกระทะนั้นเหมาะสำหรับทุก ๆ คนที่ชอบการทานอาหารจำพวกปิ้งย่าง จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น เคลื่อนย้ายได้ง่ายมาก ๆ เพราะว่ามีน้ำหนักที่เบา ไม่ต้องเสียเวลามาก่อไฟ แค่เปิดเตาก็ใช้พลังงานไฟฟ้าช่วยเพิ่มความร้อนได้แล้ว กำลังไฟมากกว่า 1,400 วัตต์ถือว่ากำลังดี ตอบสนองความต้องการให้กับคนที่ชื่นชอบการไปปิกนิก หรือออกแคมป์นอกสถานที่ต่าง ๆ
ซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่าใน 1 เตาไม่ได้มีแค่ปิ้งย่างเท่านั้น แต่ยังสามารถต้มได้ด้วย เนื่องจากมีหม้อต้มในเตาเดียวกัน ที่สำคัญอุปกรณ์เตาปิ้งย่างไฟฟ้านั้นมีการเคลือบสารกันติด จึงสามารถผัดหรือทอดได้หมดเลย ช่วยให้การทำความสะอาดง่ายเพิ่มขึ้น บางรุ่นมีถาดรองน้ำมันในตัวไปอีกก็ยิ่งเก็บน้ำมันง่ายๆ ดีกับคนยุคปัจจุบันอย่างที่สุด

แล้วมีสิ่งใดที่ไม่ควรทำกับเตาไฟฟ้าบ้าง??
จะอย่างไรก็ตาม มีสิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อเลือกใช้งานเตาหมูกระทะไฟฟ้าอยู่ด้วย คือ ห้ามปล่อยทิ้งไว้หลังทานเสร็จ ต้องรีบทำความสะอาดในทันที ไม่เช่นนั้นจะเกิดคราบเปื้อน และสิ่งสกปรกชนิดที่คราบติดค้างฝังแน่น นอกจากนี้ ไม่ควรวางของแข็งลงบนเตาโดยตรง ด้วยเหตุว่าเตาจะรับน้ำหนักมากทำให้เกิดการพังชำรุดได้

การจัดเก็บก็ไม่ควรนำเตาไปวางในที่ถูกแสงแดดส่องถึง หรือโดนฝน เพราะว่าจะเสื่อมประสิทธิภาพหรือชำรุดแบบไม่รู้ตัว เมื่อนำมาใช้อาจเกิดอันตราย

ส่วนกำลังไฟก็ควรใช้แบบพอดี อย่าใช้ไฟสูงตลอด ให้สลับสูงต่ำบ้าง เพราะการใช้สูงตลอดเครื่องจะมีความร้อนสะสม และจะพังได้เร็วมากกว่าเดิม

หากท่านใดที่ไม่มั่นอกมั่นใจในการทำความสะอาดกระทะปิ้งย่าง แนะนำว่าให้ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ ฟองน้ำ ร่วมกับน้ำยาล้างจาน โดยหลังใช้เสร็จให้ปล่อยจนเตาหายร้อน หลังจากนั้นก็นำน้ำยาล้างจานผสมน้ำแล้วเอาฟองน้ำชุบเช็ดล้างจนกว่าจะสะอาดได้เลย หากมีคราบหนักสามารถใช้เบกกิ้งโซดาช่วยได้ เวลาล้างน้ำอย่าให้ไปโดยแผงเตาเชื่อมไฟฟ้าด้วย เมื่อล้างเสร็จก็เอาผ้าไมโครไฟเบอร์มาเช็ดอีกรอบเท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.homepro.co.th/c/APP0807

13


หน้าจอมอนิเตอร์นั้นมีได้ทั้งที่เป็นแบบคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก และTV ซึ่งความสะอาดของหน้าจอถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก กระนั้นหากท่านใดไม่อยากไปซื้อน้ำยาทำความสะอาดเองก็สามารถทำได้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่บางคนอาจไม่ทราบว่าทำยังไง จึงมีขั้นตอนมาแนะนำอีกเช่นเคย รับรองว่าพร้อมทำให้หน้าจอของท่านสะอาดเอี่ยมแน่นอน

วิธีทำน้ำยาเช็ดหน้าจอมอนิเตอร์ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เรื่องยาก
การทำน้ำยาเช็ดหน้าจอนั้นต้องใส่ใจตั้งแต่เลือกส่วนผสม ซึ่งขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยาก เริ่มต้นจากการเลือกน้ำให้เหมาะสม ไม่แนะนำให้ใช้น้ำก๊อก ทั้งนี้เพราะจะมีแร่ธาตุ มีตะกรันอยู่ภายใน เมื่อนำไปเช็ดก็จะเกิดอันตรายต่อหน้าจอได้ ให้หาเป็นน้ำกลั่นที่มีขายตามร้านขายยา หรือปั๊มน้ำมัน ไม่ก็ทำน้ำกลั่นเอาเองเลย

เมื่อได้น้ำมาแล้วก็ให้เติมสารทำความสะอาด โดยทั่วไปนิยมใช้เป็น 2 ชนิดคือ น้ำส้มสายชูกลั่นขาว และ isopropyl alcohol (เลือกได้ตามความต้องการ) ซึ่งทั้ง 2 ชนิดนี้มีคุณสมบัติที่ช่วยขจัดคราบแบบฝังแน่นได้ดี แต่ไม่แนะนำให้เอามาผสมกัน โดยมีคำแนะนำเพิ่มเติมดังนี้
- กรณีที่เลือกใช้ isopropyl alcohol อย่าผสมกับน้ำกลั่นที่เข้มข้นมากกว่า 50 : 50 กรณีใช้น้ำส้มสายชูกลั่นให้ใช้เริ่มต้นจาก 50 : 50 ถ้าน้ำยาไม่แรงมากพอ ก็สามารถเพิ่มน้ำส้มสายชูกลั่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ได้เลย
- ในกรณีที่หาไม่ได้จริง ๆ แนะนำให้ใช้วอดก้าแทนได้ (แทน isopropyl alcohol)
- ห้ามนำน้ำยาเช็ดกระจกมาใช้ เหตุเพราะถือว่ามีส่วนผสมของสารทำความสะอาดแอมโมเนียอยู่ หน้าจออุปกรณ์พวกจอคอมพิวเตอร์, ทีวี, โน้ตบุ๊ก ฯลฯ เสื่อมสภาพ หรือด่างได้

แนะนำวิธีเช็ดกระจกหน้าจออย่างถูกต้อง
ถึงอย่างไร อยากแนะนำถึงการเช็ดทำความสะอาดจอ monitor อย่างถูกวิธี โดยเริ่มต้นจาการปิดหน้าจอ สังเกตดูว่ามีคราบฝัง สิ่งสกปรกติดตรงไหนบ้าง ต่อจากนั้นก็เอาผ้าแห้งมาเช็ดฝุ่นออก เช่น ผ้าไมโครไฟเบอร์, เสื้อยืดคอตตอน โดยเช็ดลักษณะวงกลมช้า ๆ หน้าจอก็จะไม่เป็นรอย ไม่จำเป็นต้องออกแรงกดใด ๆ

นำน้ำยามาฉีดพ่นที่ผ้า จะต้องไม่ฉีดที่หน้าจอโดยตรง จากนั้นก็เช็ดหน้าจอไปในทิศทางเดียวกันได้เลย ถ้ามีคราบฝังแน่นก็อย่าไปออกแรงกด หรือขูดเอาคราบออก รอให้น้ำยาทำปฏิกิริยาเองดีที่สุด เหตุเพราะคราบจะหลุดออกได้ง่ายมากขึ้น อาจต้องเช็ดเบา ๆ ซ้ำหลายทีเพื่อให้คราบหลุด

แต่หากท่านใดที่คิดว่าอยากซื้อเป็นน้ำยาทำความสะอาดหน้าจอมอนิเตอร์โดยตรง ไม่อยากทำเอง ก็มีให้เลือกซื้อหลากหลาย ทั้งนี้ แนะนำว่าให้อ่านรีวิวจากผู้ใช้งานคนอื่น ๆ ก่อน อาจใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ หรือแผ่นทำความสะอาดโดยตรงมาเช็ดเลยก็ได้ ลดเวลาการซักผ้าออกไปเนื่องมาจากเป็นแบบใช้แล้วทิ้ง ท่านใดชอบชนิดไหนเลือกได้เลย เพื่อหน้าจอที่สะอาดมองเห็นทุกสิ่งอย่างชัดเจนเหมือนใหม่

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Official Website : https://www.homepro.co.th/c/TVA1101

14


เมื่อกล่าวถึง “หม้อทอด” หลายท่านมักรู้สึกคล้ายกันว่าใช้แล้วดีช่วยให้สุขภาพร่างกายของเรานั้นแข็งแรง กระนั้นเครื่องครัวดังกล่าวสามารถช่วยได้จริงหรือเป็นแค่การโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น แน่นอนว่าเราอยากให้ทุกท่านได้ทำความเข้าใจกันแบบจริงจังถูกต้อง จึงรวบรวมรายละเอียดมาให้ทำความเข้าใจผ่านบทความนี้

ความอันตรายของการทานของทอดเป็นประจำ
ต้องบอกเลยว่าการทานอาหารที่ผ่านกระบวนการทอดนั้นมีโอกาสเพิ่มระดับความดันโลหิต มีคอเลสเตอรอลสูง และเกิดโรคอ้วนได้เป็นอันดับต้น ๆ ทั้งยังมีงานวิจัยระบุว่าการทานอาหารทอดสัปดาห์ละ 1 – 3 ครั้ง ยังเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจขาดเลือดถึง 7% ส่วนผู้ที่ทานทุกวันก็จะมีความเสี่ยงของโรคเพิ่มมากขึ้น 14% เมื่อเทียบกับคนที่ทานสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพราะฉะนั้นการใช้งานอุปกรณ์ชนิดนี้จึงถูกใจคนรักของทอดอย่างมาก

หม้อทอดอีกทางเลือกเพื่อสุขภาพจริงหรือหลอก??
1. ลดความเสี่ยงรับสารก่อมะเร็ง
สารอะคริลาไมด์ที่พบได้ในของทอด คาดว่าเป็นสารก่อมะเร็งอีกชนิดที่เกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีเมื่อนำอาหารคาร์โบไฮเดรตสูงไปผ่านความร้อน 120 องศาเซลเซียส อย่างเช่น มันฝรั่งทอด เฟรนฟรายส์ อาหารเช้าซีเรียล ฯลฯ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าหม้อทอดไฟฟ้าช่วยลดปริมาณสารที่ว่าในอาหารได้มากถึง 90% เมื่อเทียบกับการทอดด้วยน้ำมันท่วม ๆ

2. ช่วยลดปริมาณแคลอรีของร่างกาย
อีกปัญหาสุขภาพคือการมีแคลอรีมีมากเกินไป เมื่อทำอาหารผ่านอุปกรณ์ชนิดนี้ก็จะช่วยลดปริมาณแคลอรีได้มากกว่า 70 – 80% โดยปริมาณมีน้อยกว่าอย่างที่บอกเมื่อเทียบกับการทอดน้ำมันท่วม ๆ ทั้งนี้เพราะจะใช้น้ำมันมากถึง 750 มิลลิลิตร ขณะที่การใช้หม้อช่วยทอดแบบไร้มันน้ำไม่ต้องเติมน้ำมันเพิ่ม หรือใช้ประมาณ 15 มิลลิลิตร (1 ช้อนโต๊ะ) เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หม้อทอดไร้น้ำมันยังมีข้อควรรู้และควรระวังอื่น ๆ ช่วยให้ตัดสินใจใช้งานได้ดีมากขึ้น
- การทำงานของหม้อจะเป็นการเพิ่มความร้อนในเวลาอันสั้น ทำให้อาหารไหม้ง่าย ในการใช้งานจึงควรตั้งค่าไฟความร้อนให้ดี ทั้งนี้เพราะความไหม้เกรียมทำให้เกิดสารก่อมะเร็งได้เหมือนกัน
- ช่วยลดปริมาณน้ำมันในอาหารนั้น ๆ ได้จริง แต่ก็ไม่แนะนำให้รับประทานเยอะ ทานเป็นประจำ ทั้งนี้เพราะจะเกิดปัญหาต่อร่างกาย อาทิเช่น โรคมะเร็งบางชนิด โรคเบาหวาน โรคหัวใจล้มเหลว ความดันโลหิตสูง
- เลือกวัตถุดิบที่มีผลดีต่อร่างกายจะดีกว่า อาทิเช่น ปลาแซลมอน อกไก่ หรือเนื้อที่ไม่มีมันติด เพราะหากทานแต่ของแช่แข็ง มันฝรั่งทอด เฟรนฟรายส์บ่อย ๆ ร่างกายจะได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน

หม้อทอดถือเป็นเครื่องครัวที่น่าสนใจมาก ๆ และการันตีว่าเป็นทางเลือกเรื่องสุขภาพได้จริง แต่ก็ไม่ควรเลือกทานอาหารทอดเป็นประจำ เพราะว่าจะส่งผลในระยะยาวได้ แนะนำรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และหมั่นออกกำลังกายด้วย เพื่อความแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Official Website : https://www.homepro.co.th/c/APP080503

15


หากท่านเป็นอีกคนที่มีความสนใจอยากใช้งานกล้องวงจรปิด หรือ CCTV โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นแบบไร้สาย (Wi – Fi) รู้หรือไม่ว่ามีให้เลือกแยกออกไปอีกด้วย แต่จะเป็นชนิดไหนบ้างคงมีหลาย ๆ คนเกิดคำถามอยู่พอสมควร จึงไม่พลาดในการนำข้อมูลมาให้ทำความเข้าใจอย่างละเอียดอีกเช่นเคย เพื่อการเลือกใช้ที่ตอบโจทย์ ได้ประสิทธิภาพการทำงานไปแบบเต็ม ๆ

ทำความรู้จักประเภทของกล้องวงจรปิดชนิดไร้สาย
CCTV ที่เป็นชนิดไร้สายนั้นได้พิสูจน์กันแล้วว่ามีหลายท่านวางใจเลือกใช้บริการ ด้วยความทันสมัย ปลอดภัย และค่าใช้จ่ายในการติดตั้งแสนถูก สามารถเลือกนำไปติดตั้งไว้ได้หลากหลายแบบ เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานมากขึ้น โดยมีให้เลือกด้วยกัน 2 ประเภทคือ
1. CCTV อนาล็อกชนิดไร้สาย
กล้องวงจรปิดไร้สายอนาล็อกคือ การส่งสัญญาณภาพ และการใช้คลื่นวิทยุความถี่ ที่ปกติแล้วก็จะมีการส่งสัญญาณ 300 ฟุต หรือ 91 เมตร สามารถมองเห็นได้โดยรอบ ในพื้นที่ที่เป็นผนัง ประตู เฟอร์นิเจอร์ หรือพื้นที่เปิดได้หมดเลย และยิ่งมีสิ่งกีดขวางมากก็จะลดช่วงได้ดี ปัจจุบันทำงานบนความถี่ 2.4 ที่เป็นของใช้ภายในครัวเรือน อย่างไมโครเวฟ วิดีโอเกมส์ โทรศัพท์ไร้สาย  ส่วน Wi – Fi ที่เรารู้จักกันดีก็จะทำงานบนความถี่ 900 MHz เป็นสัญญาณที่ดูได้จากสถานที่ที่แตกต่างด้วยสัญญาณอินเทอร์เน็ตนั่นเอง ข้อเสียคือจะไวต่อการรบกวนจากอุปกรณ์อื่น ๆ ในครัวเรือน

2. CCTV ดิจิทัลแบบไร้สาย
จะเป็นลักษณะของการแปลงสัญญาณเสียง และวิดีโอแบบอนาล็อกเป็นแบบสัญญาณเข้ารหัส โดยจุดเด่นจะส่งสัญญาณได้ทั้งไกลถึง 450 ฟุต สามารถสื่อสารกันได้ 2 ทาง ระหว่างเครื่องรับสัญญาณและกล้อง CCTV โดยจะส่งสัญญาณไม่ว่าไฟจะติดหรือดับได้หมดเลย สามารถรับอุปกรณ์มากกว่า 1 ตัวด้วย
การใช้งานนั้นสามารถเอาไปใช้เฝ้าระวังความปลอดภัยภายในสำนักงาน อาคาร บ้าน หรือสถานที่ที่คิดว่าต้องเฝ้าจับตาเป็นพิเศษ สามารถออกแบบติดตั้งเองได้ ทั้งนี้ เมื่อพูดถึงช่วงสัญญาณกล้องวงจรปิด wifi ที่ใช้ได้ ก็จะอยู่ระหว่าง 250 – 450 ฟุตกลางแจ้ง หรือ 100 150 ฟุตในตัวอาคาร และจะมีความแตกต่างกันระหว่างสัญญาณขึ้นอยู่กับประเภทวัสดุก่อสร้าง และวัตถุที่สัญญาณไร้สายผ่านได้

กล้องวงจรปิดมีความสำคัญต่อทุกท่านอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจดูเป็นหูเป็นตา ทั้งนี้ บางรุ่นก็มีชนิดที่สามารถมองเห็นในแอปพลิเคชันทางมือถือได้ด้วย ต้องการเช็กข้อมูลช่วงเวลาไหนก็สามารถเปิดเข้าไปได้เลยตลอด 24 ชั่วโมง บางรุ่นมีสีสันสดใส มีเสียงให้ได้ยินร่วมด้วย หรือแค่นำไปวางไว้ตามจุดต่าง ๆ ทำการตั้งค่าให้เรียบร้อย เท่านี้ก็เสร็จสิ้น ไม่ต้องเสียเวลา เสียเงินจ้างช่างติดตั้ง นับเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่ใช้ได้ดีมีประสิทธิภาพ

แวะชมสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.homepro.co.th/c/TOO020302

Pages: [1] 2